Eng
หน้าแรก เกี่ยวกับมูลนิธิ หลักการประเมินค่าทรัพย์สิน มาตรฐานจรรยาบรรณ
อัตราผล
ตอบแทน
มาตรฐานราคาค่าก่อสร้าง บทความความรู้ข้อแนะนำ เว็บบอร์ด ติดต่อมูลนิธิ
อ่าน 720 คน
ไทยหลอกไทย: อีเมล์อ้าง ‘นิติภูมิ’ ต้านต่างชาติเพื่อนายทุนไทย

ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>

          หลายท่านคงเคยอ่านอีเมล์ลูกโซ่ที่ว่า “ปี 2553 จุดจบประเทศไทย . . . ถ้ายังเป็นคนไทยอยู่ช่วยอ่านด้วย . . .” เนื้อหาของอีเมล์นี้แอบอ้างคุณนิติภูมิแล้วมุ่งโจมตีพวกต่างชาติว่าจะมาฮุบประเทศไทย โดยยกตัวอย่างห้างสรรพสินค้าต่างชาติ ร้าน Fast Food เป็นต้น
          ผมเองก็ต่อต้านการซื้อที่ดินของต่างชาติ <2> แต่ผมอ่านอีเมล์นี้แล้วคิดว่า เรากำลังถูกคนไทยด้วยกันที่เป็นนายทุนใหญ่หลอกให้ร่วมสู้กับคู่แข่งต่างชาติของเขา เช่นบอกว่า “ถ้าซื้อจากห้าง (ต่างชาติ) 1,000 บาท มันไหลไปต่างประเทศ 900 บาท ที่เหลือ 100 บาท”
          ผมมั่นใจว่าการอธิบายอย่างนี้ผิด เพราะซื้อของ 1,000 บาท เป็นค่าของ ค่าดำเนินการสารพัด ที่เป็นกำไรแท้ ๆ คงประมาณ 10-20% เขาก็เอาไปขยายสาขาในไทยต่อไปเรื่อย ๆ ที่ได้กำไรส่งไปต่างประเทศคงเป็นส่วนน้อย และถ้าเขาจะส่งกำไรกลับบ้านบ้าง จะไม่ได้เลยหรือ ถ้าเราไปลงทุนต่างประเทศ แล้วเจอบ้านป่าเมืองเถื่อนไหนบอกว่า เราเอาเงินกลับบ้านไม่ได้ มันจะเป็นธรรมหรือครับ
          ประเทศไทยเราเจริญขึ้นมาได้ทุกวันนี้ ก็เพราะการลงทุนของต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่น มาลงทุนจนประเทศไทยทุกวันนี้กลายเป็นประเทศอุตสาหกรรม <3> จนคนส่วนใหญ่พ้นไปจากความยากจนแล้ว <4>
          ที่ผ่านมานายทุนไทยรายใหญ่เคยตั้งราคาขายสินค้าตามใจชอบ แต่ตอนนี้ทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะไทยมีห้างสรรพสินค้าต่างชาติ มาช่วยต่อรองราคาแทนคนไทยส่วนใหญ่ ถ้าคิดในมุมกลับ หากไม่มีห้างเหล่านี้ ป่านนี้คนไทยคงกินบะหมี่สำเร็จรูปซองละ 10 บาทแทนซองละ 5 บาทไปแล้ว
          ผมเชื่อว่านายทุนไทยรายใหญ่คงโกรธแค้นชิงชังพวกนายทุนต่างชาติที่ก้าวหน้ากว่าพวกตนมาก พวกนายทุนไทยรายใหญ่ร้องแรกแหกกระเชอว่า ห้างสรรพสินค้าต่างชาติรังแกผู้ผลิตคนไทย แต่พวกเขาไม่เคยคิดที่จะทำห้างสรรพสินค้าแบบเดียวกันขึ้นมาต่อกรกับต่างชาติบ้างเลย ไม่เคยคิดจะลำบากลงทุนระยะยาว ขยายสาขาให้มั่นคงแบบนายทุนต่างชาติ หรือไม่เคยคิดจะทำร้าน Fast Food ของคนไทยขึ้นมาอย่างญี่ปุ่นหรือชาติอื่นทำบ้างเลย
          ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในหัวของพวกเขาคงไม่เคยคิดที่จะขายของให้ถูกลงหรือไม่คิดจะค้าขายอย่างบริสุทธิ์ใจต่อลูกค้าคนไทยเอง ผมเชื่อว่า หากนายทุนไทยรายใหญ่จะเรียกร้องให้คนไทยด้วยกันใช้ของไทยแบบ “เราคนไทย ใช้บางจาก” พวกเขาก็ต้องสามารถผลิตสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพทัดเทียมกับต่างชาติ แต่ขายได้ในราคาที่ถูกกว่า ไม่เช่นนั้นพวกเขาไม่มีหน้า “สะเออะ” มาขอให้คนไทยใช้สินค้าไทย เพราะกำไรที่ได้ ก็เข้ากระเป๋านายทุนไทย ไม่ใช่เข้ากระเป๋าคนไทยสักหน่อย
          ถ้านายทุนไทยรายใหญ่ยอมขาดทุนกำไรหรือยอมกำไรแต่น้อย ๆ ให้เป็นแบบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสู้กับต่างชาติก็ย่อมชนะใจพี่น้องร่วมชาติได้ แต่พวกเขาไม่ทำเช่นนั้นเพราะพวกเขาเห็นคนไทยเป็นแค่เบี้ย แค่ไพร่ หรือแค่ข้าทาสที่ตนจะรีดเลือดกับปูเอากำไรมาก ๆ การเรียกร้องให้คนไทยตาดำ ๆ ต้องยอมซื้อของแพงกว่าเพื่อพวกนายทุนไทยรายใหญ่เอง เป็นการเรียกร้องที่น่าละอาย เป็นการปล้นเพื่อนร่วมชาติ
          อย่างไรก็ตาม แม้วันหนึ่งนายทุนไทยจะทำดีแล้ว ด้วยการขายสินค้าคุณภาพทัดเทียมต่างชาติในราคาถูกกว่า แต่ก็อาจยังมีคนไทยใจทาส ที่ยังพยายามใช้ของต่างชาติ เข้าทำนอง “เห็นขี้ฝรั่งหอม” อยู่ เรื่องนี้นายทุนไทยก็ยังต้องใช้ความอดทนเอาชนะใจคนไทยเหล่านี้ให้ได้ในระยะยาว ด้วยคุณภาพของสินค้าหรือบริการของเรานั่นเอง
          ในอีกแง่หนึ่งนายทุนไทยรายใหญ่ทั้งหลายนั้นมักชอบทำดีก็ด้วยการลูบหน้าปะจมูก หรือบางทีพวกเขาทำดีด้วยการทำตัวผูกพันกับ สถาบันอันเป็นที่เคารพของคนไทย  กิจกรรมทำดีมีคุณธรรมของนายทุนไทยรายใหญ่ก็ได้แก่ การแจกของแบบคุณหญิง คุณนาย ช่วยพัฒนา หรือการปลูกป่า ซึ่งไม่ได้ผลอะไร เพราะปีหนึ่ง ๆ ไทยเราปลูกป่าได้เพียงหมื่นไร่ แต่ป่าถูกทำลายไปนับแสน ๆ ไร่ แถมที่ปลูกไป ตายเสียเท่าไหร่ก็ไม่มีใครรู้ การโหมโฆษณาให้คนปลูกป่า ก็เท่ากับเรา “ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ” ไม่ให้คนไทยได้เห็นความจริงของการบุกรุกทำลายป่า ปล่อยให้คนชั่วลอยนวล <5>
          การส่งเสริมให้สำลักความดีกันอย่างเป็นบ้าเป็นหลังนั้นอาจถือเป็นการมอมเมาทางหนึ่ง อย่าลืมว่า ปัญหาสังคมทุกวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่คนทำดีน้อยไป แต่อยู่ที่คนทำผิดกฎหมายจำนวนน้อยนิด ก่อปัญหาให้กับสังคมโดยไม่ได้ถูกกำราบต่างหาก <6>
          ยิ่งกว่านั้น สิ่งที่คนไทยต้องระวังนายทุนไทยรายใหญ่ก็คือ หากพวกเขาสู้ต่างชาติไม่ได้ พวกเขาอาจไปสมคบกับต่างชาติ  ทำตัวเป็นนายทุนนายหน้า คือแทนที่จะส่งเสริมตราสินค้าไทยเอง ก็กลับไป “สวมหนังสือ” เอายี่ห้อต่างชาติมาแปะ หรือยอมศิโรราบกับต่างชาติมาปล้นคนไทยด้วยกันเอง
          รักชาติคือ รักประชาชน เห็นหัวประชาชน ไม่ใช่เห็นประชาชนเป็นแค่เบี้ย

หมายเหตุ:
<1>

ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย  Email: sopon@thaiappraisal.org

<2>

โปรดอ่านบทความของผู้เขียน “ต่างชาติกับที่ดินไทย: ไม่ให้ซื้อ” อาคารที่ดินอัพเกรด 12-19 มีนาคม 2550 หน้า 63-64 และโพสต์ทูเดย์ 28 กุมภาพันธ์ 2550 หน้า A13  ได้ที่ http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market147.htm

<3>

โปรดอ่านบทความของผู้เขียนเรื่อง “วงจรชีวิตตลาดที่อยู่อาศัยไทย”  วารสารธนาคารอาคารสงเคราะห์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 47 ตุลาคม-ธันวาคม 2549

<4>

โปรดอ่านบทความของผู้เขียนเรื่อง “คนจนในไทยมีเพียง 10%” ThaiAppraisal กรกฎาคม-สิงหาคม 2551  ได้ที่ http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market180.htm

<5>

โปรดอ่านบทความของผู้เขียน “อย่าปล่อยให้ "สืบ นาคะเสถียร" ตายฟรี” ที่ http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market203.htm

<6>

โปรดอ่านบทความของผู้เขียน “CSR, ทำดีเพื่อปกปิดความชั่ว?!?” กรุงเทพธุรกิจ : จุดประกาย วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม 2551 หน้า 4  ที่ http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market175.htm

ภาคผนวก: อีเมล์ “ปี 2553 จุดจบประเทศไทย......ถ้ายังเป็นคนไทยอยู่ช่วยอ่านด้วย”

                เรื่องนี้คนไทยทุกคนควรที่จะได้รู้ .....ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้มีเกิด มีดับ ตลอดเวลา .....ประเทศไทยก็ไม่พ้นวิถีนี้เช่นกัน . . . ในวันที่ 11 ธันวาคม 2543 ที่ผ่านมาที่งานคนดีศรีสังคม ณ หอประชุมวัฒนธรรมฯ คุณนิติภูมิได้บรรยายว่า ประเทศไทยจะต้องแตกเป็นประเทศใหม่อีก 4 - 6 ประเทศ แน่นอน! ทั้งนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นอย่างมีกระบวนการ โดยสถานการณ์จะเริ่มชัดขึ้นในปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่ข้อตกลง GATTs จะเริ่มมีผลสมบูรณ์ การค้าเสรีจะมีผลสมบูรณ์ สินค้าเกษตรต่าง ๆ จากต่างประเทศจะทะลักเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมหาศาล
          ในขณะที่เกษตรกรของไทยจะไม่กินสินค้าเกษตรของไทยด้วยกันและสินค้าเกษตรของไทยก็จะขายไม่ออกเนื่องจากมีต้นทุนที่สูงกว่าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ  ประกอบกับการที่การพัฒนาการเกษตรของไทยได้พัฒนาอย่างผิดทิศทางเป็นการพัฒนาแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้คนปลูกลำใยไทยก็จะปลูกแต่ลำใย จะกินข้าวก็ต้องซื้อข้าวเวียดนามมากิน คนปลูกข้าวไทยก็ต้องไปซื้อหอมกระเทียมจากจีนมากิน คนปลูกหอม กระเทียมจะไม่ซื้อลำใยจากไทยแต่จะไปซื้อจากเกาหลีมากินเป็นวงจรอย่างนี้ทำให้สินค้าเกษตรของไทยขายไม่ได้ เพราะแม้แต่เกษตรกรไทยด้วยกันก็ยังไม่ซื้อ ของเกษตรไทยด้วยกันมากิน เนื่องจาก สินค้าของต่างประเทศมีต้นทุนถูกกว่าสินค้าเกษตรของไทยมีต้นทุนที่สูงกว่า เพราะใช้ปัจจัยการผลิตปุ๊ยของต่างประเทศ พันธุ์พืชก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
          เนื่องจากในอีก 10 ปีข้างหน้าพันธุกรรมท้องถิ่นจะถูกทำลายจาก GMOs  และเมื่อเกษตรกรไทยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ร้อยละ 80 ของประเทศอยู่ไม่ได้ วิกฤตที่มหาโหดสุดก็จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย รัฐบาลไทยจะไม่มีปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาได้ เพราะมาตรการทางการเงินก็จะใช้ไม่ได้ เนื่องจากธนาคารไทยกลายเป็นของต่างประเทศหมดแล้ว ไฟฟ้าก็แพงขึ้น น้ำมันก็แพงขึ้น โทรศัพท์แพงขึ้นเนื่องจากวิสาหกิจเหล่านี้กลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว เขาสามารถตั้งราคา ได้ตามใจชอบถ้ารัฐบาลไปขอให้ลดราคาก็จะได้รับคำตอบว่า เขาจะไม่มีกำไร ธุรกิจจะอยู่ได้ด้วยกำไรเท่านั้น ถ้าเขาไม่มีกำไรเขาก็จะตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดโทรศัพท์ คุณเลือกเอาว่าจะยอมจ่ายในราคาที่แพงหรือว่าจะยอมไม่มีใช้
          ดังนั้น รัฐบาลในอนาคตจะได้แต่นั่งทำตาปริบ ๆ ๆ เมื่อเกษตรกรไทยอยู่ไม่ได้ การขายที่ดินราคาถูก ๆ และจำนวนมหาศาลจะตามมา คนที่มีกำลังซื้อก็คือชาวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันก็ปรากฏแล้วว่าที่ดินบริเวณภาคตะวันออกได้ถูกต่างชาติกว้านซื้อไปเป็นจำนวนมากแล้ว เกษตรกรไทยที่ขายที่ดินได้ ก็ไม่ามารถนำเงินที่ได้ไปลงทุนให้เกิดรายได้ได้ เพราะธุรกิจอื่นได้ตกอยู่ในกำมือของต่างชาติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกก็ตกอยู่ในมือของ (ห้างสรรพสินค้าต่างชาติ) ธุรกิจอาหารก็ตกอยู่ในมือของ (ร้าน Fast Food ต่างชาติ) สิ่งทอเสื้อผ้าก็ของพวกฝรั่งเศส ฯลฯ ดังนั้น เงินตราของไทยก็มีแต่จะถูกดูดออก เหมือนกับคนที่เลือดไหลไม่หยุด . . . เมื่อคนจนอยู่ไม่ได้ . . . รัฐจะอยู่ได้ฤา ?
          4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเป็นแห่งแรกที่จะขอแยกตัวออกจากประเทศไทย เนื่องจากความแตกต่างที่เห็นชัดเจนและความแตกต่างทางวัฒนธรรม ในปี 2553 คนไทยภาคใต้จะเห็นด้วยกับการแยกประเทศ เพราะเห็นความล้มเหลวของรัฐบาลไทย การเมืองไทย การคัดค้านจะน้อยลง การสนับสนุนให้แยกจะทวีความรุนแรงขึ้นจนรัฐบาลไทยไม่สามารถควบคุมได้ถ้ารัฐบาลใช้กำลังทหาร ก็จะถูกต่างชาติส่งทหารมาต่อต้านกองทัพไทย ซึ่งแน่นอนกองทัพไทยไม่มีปัญญาไปต่อสู้อยู่แล้ว การแยกตัวจะสำเร็จได้ในไม่นาน
          จากนั้น ภาคตะวันออก บริเวณจันทบุรีตราด ระยอง ฉะเชิงเทรา จะขอแยกตัวตามมา เนื่องจากที่ดินแถบนั้นกลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว เนื่องจากที่ดินบริเวณดังกล่าวถูกใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมของต่างชาติ ทั้งสมุนไพร อาหารต่าง ๆ เมื่อรัฐบาลไทยเป็นอุปสรรคของต่างชาติ การขอแยกตัวก็จะทำได้ไม่ยาก นั่นหมายถึง การซื้อประเทศไทย คล้ายกับที่สหรัฐอเมริกาซื้อรัฐ Alaska จาก Russia ถ้าไทยต่อต้าน เจอทหารต่างชาติแน่ เราจะเตรียมรับมือกับวิกฤติในอนาคตอย่างไร ?
          ผมติดตามงานเขียนคุณนิติภูมิ มาหลายปี และสิ่งที่เขียนในไทยรัฐหน้า 2 เกือบทุกวันนั้น ไม่น่าเชื่อเลยว่า หนังสือพิมพ์ต่างประเทศจะเอาข้อมูลงานเขียนของนิติภูมิไปแปลลงหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ ในการวิเคราะห์บ่อยครั้งที่นิติภูมิ มองการค้า การเมือง สังคมไปพร้อมกัน รวมทั้งประวัติศาสตร์เขามอง อาเจนติน่า ก่อนล่มสลายทางเศรษฐกิจ ก่อนล่มจริง... เขาทำนาย การเกิดสงคราม อเมริกากับอิรัค ข้อคิด รวมทั้งอนาคตชาวเชเชนไว้น่าสนใจ ผมว่า สิ่งที่เขาพูดเป็นไปได้นิติภูมิ ทำให้ผมต้องกลับมาซื้อของโชห่วยของคนไทย แทนที่ไปเดิน (ห้างสรรพสินค้าต่างชาติ) เพราะผมบอกแม่บ้านและลูก ๆ ว่า เราซื้อของร้านโชห่วย ข้างบ้าน ไม่ต้องไปห้างใหญ่อีกเพราะอะไร เพราะเราไป (ห้างสรรพสินค้าต่างชาติ)  เงิน 100 บาทที่เราจ่ายไปจะไปสู่ฝรั่งเศส 86 บาท เหลือให้คนไทย 14 บาท เพราะของต่างชาติเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์. . .
          นิติภูมิเคยเอาเปอร์เซนต์ที่ต่างชาติถือหุ้นมาลงให้ดู ของ 3 ห้างดัง ผมตกใจมาก และตัดสินใจซื้อน้ำปลาข้างบ้านตั้งแต่วันนั้น เพราะว่าต่างชาติถือหุ้นกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ แล้วบางห้าง 86 ปอร์เซ็นต์ สอนลูกว่ามันจะแพงกว่าห้าง 3 บาท ก็ซื้อที่นี่มันจะแพงกว่า 5 บาทก็ซื้อที่นี่ เพราะมันจะเป็นภาษีคนไทย กลับมาหาลูกเอง ผมคิดแบบนี้จริง ๆ ๆ ถ้าซื้อจากห้าง 1,000บาท มันไหลไปต่างประเทศ 900บาท ที่เหลือ 100 บาท
          ที่เห็นจ่ายค่ายามเฝ้าห้างไง มองอาเจนติน่าง่ายนิดเดียว ห้างต่างชาติบุกไปตั้งมากกว่า 400 ห้าง ทั่วประเทศ คนอาเจนติน่าจึงทำเงินส่ง (ห้างสรรพสินค้าต่างชาติ) เกือบ100 เปอร์เซ็นต์ เงินคนทั้งชาติของชาวอาเจน จึงไหลไปหมด ในประเทศจึงไม่เหลืออะไรทางสุดท้ายที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าทำได้ ผมพาลูกผมหัดทานขนมกรอบให้น้อยลง เลิกกิน (ร้าน Fast Food ต่างชาติ) และพยายามทานให้ลดลง และจำนวนหน ต่อปีน้อยสุด
          ผมอธิบาย วิธีสิ้นชาติแบบทางเศรษฐกิจตั้งแต่เริ่มจนจบให้เด็กที่บ้าน และลูกฟัง หัดให้ลูกมาทานบัวลอย ขนมชั้น ข้าวเหนียวเปียกแทน ถั่วดำข้าวเหนียว ดีครับ ได้ผล.... ลูกเปลี่ยนวิธีกิน... วิธีคิดไปเลย ... เปลี่ยนไปได้มาก พอเย็นสั่งผมซื้อเต้าส่วนบ้าง ขนมชั้นบ้าง ลูกเดือยบ้าง ผมพูดนิดนึงที่เขาเข้าใจคือ ผมไปตลาดซื้อไก่ทอดแม่ค้ามา 3 ขาไก่ทอดแบบไทย ๆ แล้วผมไป (ร้าน Fast Food ต่างชาติ) ซื้อมา 3 ชิ้น เลือกน่องครับเหมือนกัน ราคาต่างกันลิบเลย ผมก็อธิบายคำว่า  license (ค่าลิขสิทธิ) ให้ลูกฟัง ผมบอกว่า ซื้อไก่ 35 บาท ค่าไก่ 15 บาท ที่เหลือเป็นค่าลิขสิทธิไก่แม่ค้าที่ถูกเพราะไม่มีค่าลิขสิทธิ ใบตองที่ห่อขนมไทย ไม่มีลิขสิทธิ มันเป็นวัสดุธรรมชาติ ย่อยสลายได้ไม่ถึง 3 เดือน ขนมต่างชาติ ห่อสวยแพง เพราะยี่ห้อมันมีลิขสิทธิ เวลามันหล่นที่พื้น ไม่มีคนเก็บมันจะย่อยสลายภายใน 200 ปี ผมสอนแบบนี้ ลูกผมเปลี่ยนวัฒนธรรมไปเลย ผมทำได้และได้ทำแล้ว

ปล. ใคร่จะขอกรุณาช่วยนำบทความไปเผยแพร่ต่อ จะเป็นพระคุณมากครับ ยาวไปหน่อย แต่อยากให้อ่าน

Area Trebs
 
10 ถ.นนทรี เขต.ยานนาวา, กรุงเทพมหานคร 10120 Tel.66.2295.3171 Fax. 66.2295 1154 Email: info@thaiappraisal.org; สถานที่ตั้ง: แผนที่