Eng
หน้าแรก เกี่ยวกับมูลนิธิ หลักการประเมินค่าทรัพย์สิน มาตรฐานจรรยาบรรณ
อัตราผล
ตอบแทน
มาตรฐานราคาค่าก่อสร้าง บทความความรู้ข้อแนะนำ เว็บบอร์ด ติดต่อมูลนิธิ
อ่าน 871 คน
ผู้นำในวงการอสังหาริมทรัพย์
Hi-Class Vol.26 No.269 June 2008 หน้า 60-61

ดร.โสภณ พรโชคชัย *
ประธานกรรมการ ศูนย์ข้อมูล วิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ AREA

          ใคร ๆ ก็อยากเป็นผู้นำ! ผมเชื่อว่าอย่างน้อยก็คนที่อ่าน Hi-Class นี่แหละ เพราะถ้าเราทำธุรกิจ ประสบความสำเร็จในอาชีพ มีเงินแล้ว ก็อยากก้าวหน้า อยากมีหน้ามีตาด้วยสถานะการเป็นผู้นำ และยิ่งเป็นผู้นำ ก็อาจยิ่งได้เงิน แต่อย่าลืมว่า ภาวะผู้นำที่มีพลังอันยิ่งใหญ่นั้นมาพร้อมกับความรับผิดชอบมหาศาลเช่นกัน (With great power comes great responsibility - คำคมจากภาพยนต์ดังเรื่อง Spider-Man เมื่อปี 2545) นั่นหมายความว่าผู้นำต้องมีความรับผิดชอบ ไม่ใช่หวังแต่รับชอบ
          ก่อนที่จะไปต่อ ผมขอถามว่า “ถ้าใคร ๆ ก็อยากเป็นผู้นำแล้วใครจะเป็นผู้ตามล่ะ?” คำตอบก็คือผู้นำในอนาคตนั่นเอง ว่ากันว่าคนที่อยากเป็นผู้นำที่ดี ต้องเป็นผู้ตามที่ดีก่อน แสดงถึงอาการ “ติดดิน” แสดงถึงอาการ “ซูฮก” ผู้นำคนปัจจุบันก่อน ที่จะ (ได้รับความไว้วางใจ) ขึ้นไปแทนที่เขา

ใครเป็นผู้นำ
          ในวงการธุรกิจ ส่วนมากคนที่มีเงินมาก มักเป็นผู้นำเพราะพูด “เสียงดัง” กว่า อย่างเช่นในวงการอสังหาริมทรัพย์ นักพัฒนาที่ดินจะเป็นผู้นำในวงการ เพราะเป็น “ต้นน้ำ” เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ อาชีพอื่นเป็นเพียง “ตัวประกอบ” ไม่ว่าจะเป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน นายหน้า ผู้รับเหมาสร้างบ้าน ผู้บริหารทรัพย์สิน ฯลฯ
          แต่อนาคต จะเปลี่ยนแปลงไป ผมเคยเขียนไว้ว่านายหน้าจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการอสังหาริมทรัพย์ เพราะต่อไป การพัฒนาที่ดินขนานใหญ่จะไม่เกิดขึ้น จะเน้นการซื้อขายบ้านมือสองแทน และผู้มีบทบาทสำคัญก็คือนายหน้านี่เอง ในสหรัฐอเมริกา นายหน้าถือเป็นกลุ่มวิชาชีพที่ยิ่งใหญ่และมีบทบาทสูงสุดในวงการอสังหาริมทรัพย์

สามัคคี (เภท)
          แต่ละวงการมีการรวมตัวกันเป็นสมาคมผู้ประกอบการหรือสมาคมวิชาชีพก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่ม เพื่อการต่อรองกับสังคมหรือคู่ค้าทางธุรกิจเป็นต้น นี่คือเนื้อหาใจกลางหรือสาระสำคัญของการก่อตั้งสมาคม ตามคติที่ว่า “สามัคคีคือพลัง” ส่วนการที่สมาคมอาจทำดี ทำบุญต่อสังคมบ้าง ก็เป็นเพียงการ “อาสาสมัคร” ไม่ใช่หน้าที่ ทำไปเพื่อ “เอาหน้า” หรืออาจเป็นไปตามความชอบของผู้นำสมาคมนั้น ๆ บ้าง ทั้งนี้ยกเว้นสมาคมการกุศลซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาบำเพ็ญประโยชน์
          อย่างไรก็ตาม ภายในสมาคมก็จะมีการแย่งชิงการนำกันบ้าง เพราะการมีตำแหน่ง มีหน้ามีตา ทำให้เกิดความยอมรับนับถือ เป็นความได้เปรียบทางการค้าอย่างหนึ่ง ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็อาจออกไปตั้งสมาคมใหม่ ยกตัวอย่างในวงการอสังหาริมทรัพย์ ก็มีสมาคมผู้ประกอบการ 3 สมาคม สมาคมผู้ประเมิน 3 สมาคม สมาคมที่เกี่ยวกับการบริหารการขาย/นายหน้า 2 สมาคม สมาคมบริหารทรัพย์สิน 2 สมาคม ฯลฯ
          การแย่งชิงการนำไม่ใช่ความผิดบาปอะไร แต่เป็นความบังเอิญที่มีผู้ขันอาสามากกว่า 1 รายและตกลงกันไม่ได้เท่านั้น ขอแต่ให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม เคารพกติกาประชาธิปไตย และไม่มีวาระซ่อนเร้นที่มามุ่งหวังผลประโยชน์เฉพาะตน ก็เป็นใช้ได้ แต่จะสังเกตได้อย่างหนึ่งว่า ในสมาคมไหน ที่ผู้นำยังเป็นคนเดิม ๆ ไม่เคยเปลี่ยน ย่อมขัดกับความเป็นจริง และแสดงนัยซ่อนเร้นว่าผู้นำเหล่านั้น คงจะยึดติดกับผลประโยชน์ได้เสียบางอย่าง เพราะขัดกับสัจธรรมที่ว่า “กรุงศรีอยุธยาย่อมไม่สิ้นคนดี”

ประชาธิปไตยกับผู้นำ
          ใครเป็นดาวฤกษ์ เป็นผู้นำ สังเกตได้ไม่ยาก อายุไม่มากก็เป็นผู้นำแล้ว ในขณะที่คนอายุมากบางคนอาจจะเป็นเพียง “แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน” ในความเป็นจริง ภาวะผู้นำอยู่ที่วุฒิภาวะ เช่น พระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้อายุ 35 ปี พระเจ้าตากสินมหาราชก็กู้ชาติเมื่ออายุ 33 ปี เป็นต้น แต่ผู้นำที่วิเศษเช่นนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นบ่อย ในสังคมทั่วไป ผู้นำมักมาจากสถานการณ์พาไป หรือ “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” บางคนก็เป็นประเภทโชคดี “มีราชรถมาเกย” หรือเป็น “ตาอยู่” ที่เกิดจากการ “เตะหมูเข้าปากหมา” เป็นต้น
          บุคคลเหล่านี้มักไม่มีความเป็นผู้นำมาแต่แรก แต่มีอำนาจจากตำแหน่งหรือเมื่อ “สวมหัวโขน” ผู้นำเหล่านี้บ้างก็เลิกราไป แต่ที่สำคัญบางคนก็กลับกลายเป็น “ทรราช” คือหลงใหลในอำนาจ หรือเสพติดกับผลประโยชน์จากตำแหน่งผู้นำ
          เราต้องมีประชาธิปไตยในทุกระดับ ทุกวงการ เช่น ในวงการพัฒนาที่ดิน นักพัฒนาที่ดินส่วนใหญ่นับพันรายก็ยังไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคม ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินที่เป็นลูกจ้างก็ยังไม่มีบทบาทในการพัฒนาวิชาชีพเช่นพวกนายจ้าง การไม่เป็นประชาธิปไตยเป็นอันตรายต่อส่วนรวม เพราะอาจมีผู้มีอำนาจทางการเมืองที่ต้องการรักษาผลประโยชน์ แล้วอุปโลกน์ใครบางคนในวงการมาเป็นผู้นำในเชิงรูปแบบเพื่อครองงำวงการมากกว่าจะทำให้วงวิชาชีพเข็งแข็ง เป็นอิสระและสามารถให้บริการที่ดีต่อส่วนรวม เป็นต้น

เป็นผู้นำหรือไม่ ดูที่บริวาร
          เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นผู้นำ เป็นนายที่ดี? เรื่องนี้ดูได้ไม่ยาก ดูที่บริวารห้อมล้อมรอบข้าง ผู้นำหรืออีกนัยหนึ่ง “นาย” ที่ดีหรือชั่ว ดูที่เลขานุการ ถ้าเลขานุการ (ไม่จำกัดเพศ) ไม่ “งี่เง่า” ฯลฯ ก็แสดงว่า “นาย” หรือผู้นำของเขาต้องดี คนดี ๆ มักไม่นิยมเลี้ยงโจร เลี้ยงเดรัจฉานไว้ทำร้ายคนอื่นเป็นแน่
          นอกจากนี้ถ้าบริวารเป็นพวก “ป้อยอ” “ฆ่าน้อง ฟ้องนาย ขายเพื่อน” “ทำงานด้วยลิ้น” “นายว่า ขี้ข้าพลอย” แล้ว นายของเขาคงไม่ใช่คนที่เป็นผู้นำจริง ๆ เสียแล้ว หรือคงเป็นผู้นำได้ไม่นาน เพราะคงเคลิบเคลิ้มหลงลมปากเข้าสักวันเป็นแน่

อยากนำต้องทำด
          ในความเป็นจริง ผู้นำควรเป็นผู้คิดทำเพื่อคนอื่น ไม่ใช่คิดแต่จะเอาผลประโยชน์ ผู้ที่มุ่งประโยชน์ส่วนตนพึงสำนึกว่า การกระทำเช่นนั้นจะได้รับการการติเตียนไปถึงวงศ์ตระกูลหรือแม้หลังจากตนได้ตายไปแล้ว ในแต่ละวงการ ถ้าเราคิดจะเป็นผู้นำ เราก็ควรเป็นผู้นำด้วยการให้ การเสียสละ เราอยู่ในวงการใด หากินด้วยวิชาชีพใด เราก็ควรคิดตอบแทนวิชาชีพนั้น จึงจะเป็นมงคลต่อชีวิต
          การที่จะเสียสละทำดีนั้น ผู้นำต้องไม่ถอดใจอะไรง่าย ๆ ไม่ใช่พอเจออุปสรรคที่ตนต้องเสียทรัพย์ เสียเวลา เสียหน้า ฯลฯ เราก็เลิกความตั้งใจดี ๆ เสียกลางคัน คนที่ถอดใจง่าย ๆ แสดงว่าไม่ตั้งใจเป็นผู้นำ หรือตั้งใจแต่จะมา “รับชอบ” ไม่ใช่ “รับผิดชอบ” ในฐานะผู้นำ ด้วยเหตุนี้ผู้นำทางความคิดที่อยู่ในใจคนนั้น แม้ไม่มีอำนาจราชศักดิ์ ก็คงสถานะเป็นผู้นำ ผิดกับผู้นำในเชิงรูปแบบ แม้มีอำนาจเต็มมือ ก็อาจมีคนก้มหัว แต่ไม่ “ซูฮก” น้อมใจ
          ผู้นำต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นผู้สร้างสรรค์ ผมขอฝากกลอนของ “กรวิก ๒๕๑๒” ไว้ให้ท่าน (ว่าที่) ผู้นำทั้งหลาย ไว้ดังนี้ครับ
     "แบกภาระท่ามกลางทางสายน เป็นหน้าที่ซึ่งภูมิใจได้อย่างยิ่ง
ควรทำมันให้ตลอดหรือทอดทิ้ง เลือกแต่สิ่งง่ายง่ายใกล้ใกล้ตัว
     ความอ่อนไหวในอารมณ์ข่มให้นิ่ง ใช้สมองตรองทุกสิ่งให้ถ้วนทั่ว
วางระแวงหวั่นหวาดความขลาดกลัว ซึ่งเป็นรั้วรอบรายเธอไว้นั้น
     เธอจะยืนได้มั่นคงเดินตรงเส้น และดีเด่นด้วยงานการสร้างสรรค์
เป็นผู้ตาม, เป็นผู้นำ คนสำคัญ   สมกับที่เรามุ่งมั่นมานานนับ
     จากที่นี่คือคืนวันการเริ่มต้น เราทุกคนเป็นเปลวไฟที่ใกล้ดับ
แต่ก่อนแสงสุดท้ายจะหายลับ เราต้องการไฟสำหรับการดับไฟ"

* ดร.โสภณ พรโชคชัย เป็นประธานกรรมการศูนย์ข้อมูล วิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ AREA (www.area.co.th) ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลที่มีฐานข้อมูลที่กว้างขวางที่สุดในไทยและเริ่มสำรวจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2537 ขณะนี้ยังเป็นประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย กรรมการหอการค้าสาขาจรรยาบรรณ สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ปรึกษาหอการค้าไทยสาขาอสังหาริมทรัพย์ และกรรมการสภาที่ปรึกษาของ Appraisal Foundation ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกาที่แต่งตั้งขึ้นโดยสภาคองเกรส Email: sopon@area.co.th

Area Trebs
 
10 ถ.นนทรี เขต.ยานนาวา, กรุงเทพมหานคร 10120 Tel.66.2295.3171 Fax. 66.2295 1154 Email: info@thaiappraisal.org; สถานที่ตั้ง: แผนที่