กฎหมายอสังหาริมทรัพย์: เพื่อส่วนรวมจริงหรือ
อาคารที่ดินอัพเกรด วันอังคารที่ 13 - 20 กันยายน 2548 หน้า 65
ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>(sopon@thaiappraisal.org) อสังหาริมทรัพย์จะมีค่าได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายรองรับ-คุ้มครอง ทรัพย์สินใดที่อยู่นอกกฎหมายย่อมไม่มีมูลค่าเท่าที่ควร เช่น อาคารที่ต่อเติมผิดแบบย่อมถูกรื้อ (ไม่ช้า (มาก) ก็เร็ว) หรือในเขตพื้นที่เกษตรกรรมทำอาคารสำนักงานระฟ้าไม่ได้ ก็ไม่มีมูลค่าเท่าพื้นที่ที่กฎหมายกำหนดให้ทำได้ เป็นต้น อย่างไรก็ตามประเด็หนึ่งที่พึงพิจารณาก็คือกฎหมายเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ออกมานั้น สอดคล้องกับความเป็นจริงหรือเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่ เมื่อวันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม ศกนี้ ผมไปนำการอภิปรายก่อนเป็นประธานมอบวุฒิบัตรให้กับผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร RE100: รวมข้อกฎหมายอสังหาริมทรัพย์ รุ่น 17 ในวันนั้นทางโรงเรียนได้เชิญ คุณนคร มุธุศรี นายกก่อตั้งสมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย ดร.วิรัช ศิลป์เสวีกุล หัวหน้าฝ่ายโยธา สำนักงานเขตราชเทวี คุณสืบวงศ์ สุขะมงคล อุปนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เข้าร่วมเป็นวิทยากรด้วย ผมได้สรุปข้อคิดบางประการมานำเสนอในบทความนี้ ควรทำให้ดีกว่ากฎหมายกำหนด! ยิ่งทำให้มีมาตรฐานสูง ยิ่งดีต่อผู้เกี่ยวข้องเอง เช่น บางหมู่บ้านที่หรูเลิศ เช่น หมู่บ้านปัญญา นวธานีและโดยเฉพาะเลคไซด์วิลล่าในสมัยก่อน สร้างสาธารณูปโภคได้สูงกว่ามาตรฐานตามกฎหมายกำหนด จนหน่วยราชการต้องไปดูงานด้วยซ้ำ การมีมาตรฐานสูงย่อมต้องมีต้นทุน และผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะชาวบ้านเองก็ยินดี ด้วยเพราะเห็นคุณค่าว่าจะทำให้ชุมชนของตนมีความปลอดภัย และคงหรือเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของตนเองอย่างต่อเนื่อง กฎหมายผังเมือง: ดีจริงหรือ ประเด็นหนึ่งที่อาจมองได้ก็คือ ประเทศของเรานี้ช่างเลวร้ายเหลือเกิน มีคนไม่ดีที่คอยฉุดรั้งไม่ให้เกิดผังเมืองเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมและประเทศชาติหรืออย่างไร แต่ในอีกแง่หนึ่งเราก็ควรมองด้วยว่า การนี้อาจเป็นเพราะตัว (ร่าง) ผังเมืองเองอาจไม่ดีพอ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง จึงไม่ได้รับการยอมรับหรือประกาศใช้ เพราะถ้าเราดูร่างผังเมือง พ.ศ. 2503 จะเห็นข้อบกพร่องและการคาดการณ์ผิดพลาดหลายประกา ผมเคยวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องผังเมืองไว้หลายครั้งถ้าสนใจก็อาจดูเพิ่มเติมได้ <4> ในที่นี้จึงขอ ผ่าน ริดรอนสิทธิต้องชดเชย การกำหนดเหล่านี้เป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน กรณีที่ดินระยะ 15 เมตรแรก ถ้าเริ่มสร้างถนนใหม่ ๆ ประกาศห้ามก็เรื่องหนึ่ง เพราะยังไม่มีบ้านคน แต่ถ้าอยู่ดี ๆ ไปออกประกาศย่อมสร้างความไม่เท่าเทียมกันในสังคม โปรดดูบทความเพิ่มเติมเรื่อง อำนาจบาตรใหญ่ในการบังคับใช้ที่ดิน (มีนาคม 2547) <6> ดังนั้นเราจึงควรมีการชดเชย เช่น ในสหรัฐอเมริกา นายเดวิด เลน ซึ่งทางโรงเรียนเคยเชิญมาสอนในประเทศไทย <7> กล่าวว่า ทางหลวงที่ผ่านวิวสวย ๆ ถ้าเราจะปกป้องวิวนั้นให้คงอยู่ด้วยการห้ามเจ้าของที่ดินก่อสร้างอะไรมาบังวิว ก็สามารถทำได้ แต่ต้อง จ่าย ค่าทดแทน ไม่ใช่ห้ามเฉย ๆ สำหรับในประเทศไทย ถ้าเราต้องการอนุรักษ์พื้นที่ใดให้คงเป็นต้นไม้เขียว ๆ เราก็ควรชดเชยเช่นกัน ไม่เช่นนั้น ประชาชนในพื้นที่นั้นก็ถือว่าถูก สาป รอนสิทธิส่วนบุคคลได้ถ้าเพื่อส่วนรวมจริง แต่การห้ามก่อสร้างโดยทางราชการที่บังคับเอากับประชาชนนั้น ไม่ใช่เพื่อคนในชุมชนเป็นสำคัญ แต่เพื่อ ส่วนรวม ที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกันแน่ ดังนั้นในกรณีนี้ถ้าทางราชการต้องการทำตามใจ ก็ต้องจ่ายค่าทดแทนชดเชยแก่ประชาชนในพื้นที่ก่อน ทางราชการจะมาอ้างการเสียสละเพื่อส่วนรวมไม่ได้ เพราะคนอื่นไม่ได้เสียสละด้วย เราจะเสียสละหรือถูกรอนสิทธิส่วนบุคคลเพื่อส่วนรวมก็ต่อเมื่อหมายถึงเราอยู่ในส่วนรวมนั้นด้วย เช่น เพื่อชุมชนที่เราอาศัยอยู่ ไม่ใช่เอาชุมชนของเราไป บูชายัญ เพื่อชุมชนอื่นหรือเพื่อชาติ และถ้าต้องการเอาเราไป บูชายัญ จริงก็ต้องจ่ายค่าทดแทนตามสมควร ระวังบรรพบุรุษและลูกหลานจะก่นด่า ปัญหาเรื่องขอกฎหมายสำคัญประการหนึ่งก็คือข้าราชการของเราเอามือซุกหีบกันมากมาย หมักหมมปัญหาไว้ให้บานปลายและระเบิดออกมาในอนาคต เช่น ตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ฝรั่งไปซื้อที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิผิดกฎหมายบนภูเขาสร้างบ้านกันมากมายแล้ว ทั้งชาวบ้านและนายทุนก็บุกรุกถากถางป่ากันเป็นว่าเล่น พวกนี้ไม่คิดถึงอนาคต สงสัยคาดหวังล่วงหน้าไว้ว่าชาติจะสิ้นในอนาคตอันใกล้! การเอามือซุกหีบเช่นนี้ นอกจากจะทำให้ วิญญาณปู่จะร้องว่าลูกหลานจัญไร แล้ว ผู้คนรุ่นหลังตนอีกหลายรุ่นยังจะรุมก่นด่าที่ทำให้ประเทศชาติและส่วนรวมวิบัติเสียหาย เป็นคนดี ๆ กว่ารวยเพราะชั่ว ทุกวันนี้ กระเบื้องเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยถอยจม คนทำผิดกฎหมายอาคารต่าง ๆ กลับได้ประโยชน์ และด้วยกลไกที่ย่อหย่อน จึงดูมีความคุ้มทุนที่จะทำผิดกฎหมาย ในทางตรงกันข้ามคนทำดีกลับเป็นผู้เสียเปรียบ แต่เราก็ควรยึดมั่นอยู่เสมอว่า เราควรมีการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย (ที่สมควร) ด้วย ในประเทศที่เจริญแล้วต้นทุนในการเลี่ยงกฎหมายสูงกว่าการทำตามกฎหมายนัก ทำดีย่อมเป็นมงคลต่อชีวิตและไม่เสี่ยงกับการถูกก่นด่าโดยลูกหลานของเราเองในอนาคต
|