ผมได้มีโอกาสไปฟัง อ.เสกสรรค์แสดงปาฐกถาข้างต้น ได้ข้อคิดที่น่าสนใจหลายประการ ผมฟังท่าน นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว กล่าวเปิดงานอย่างเปี่ยมเมตตาว่า หน้าที่ของคนแก่ (เช่นท่าน) ก็คือทำอย่างไรให้คนหนุ่มสาวดีกว่าเราให้ได้ นี่เป็นคำพูดที่ท้าทายความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง และได้มาฟังคำกล่าวปิดงานของ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ที่ว่า เราไม่ควรเชื่อสิ่งที่ฟังทันที ควรตั้งคำถามและไตร่ตรองก่อน ผมจึงเขียนบทความนี้และส่งให้ อ.เสกสรรค์ได้ดูในวันรุ่งขึ้นของการแสดงปาฐกถา แต่ท่านก็ไม่ได้ทักท้วงอะไรมา ผมจึงขออนุญาตเผยแพร่ให้เกิดบรรยากาศ สังคมอุดมปัญญา ที่ใช้วิจารณญาณไตร่ตรอง
โลกาภิวัฒน์ที่ถูกทำให้สับสน
อ.เสกสรรค์กล่าวว่าโลกาภิวัฒน์ทำให้วัฒนธรรมท้องถิ่น วัฒนธรรมชาติถูกทำลาย ผู้คนนิยมวัตถุกันมากขึ้น กระตุ้นชีวิตแบบไร้รากและอวดอัตตา ผมว่าปรากฏการณ์เช่นนี้มีมานานก่อนกระแสโลกาภิวัฒน์เสียอีก วัฒนธรรมที่เข้มแข็งกว่าย่อมครอบงำวัฒนธรรมที่อ่อนแอกว่า เช่น สาวชนบทนิยมหนุ่มชาวเมือง วัยรุ่นไทยยุค 2500 คลั่งเอลวิส วัยรุ่นสมัย อ.เสกสรรค์ก็เห่อญี่ปุ่น สาวฉันทนาทำงานแลกยีนส์ตัวโปรด หรือพ่อค้าชอบขี่รถเบนซ์ เป็นต้น
นอกจากนั้นที่ อ.เสกสรรค์กล่าวว่าการศึกษาขั้นสูงเป็นเพียงบัตรเครดิต ก็เป็นจริงมาตั้งแต่สมัย ฉันจึงมาหาความหมาย ของ อ.วิทยากร เชียงกูล เมื่อเกือบ 40 ปีมาแล้ว <3> ความเสื่อมถอยของการรักษาศีลธรรมก็ไม่ใช่เพิ่งมีให้เห็นในยุคนี้ ในช่วงสงครามที่ผู้คนต้องช่วงชิงเพื่อความอยู่รอด มีความโหดร้ายและเสื่อมทรามมากกว่าช่วงโลกาภิวัฒน์ยิ่งนัก อาจกล่าวได้ว่าวัฒนธรรมของชาติมักถูกเก็บไว้มิดชิดและนำมาแสดงเฉพาะในยามที่ต้องการแสดงอัตลักษณ์ เช่น การรำวงเพื่ออวดอ้างความเป็นไทยในต่างแดน เป็นต้น
การที่บางครั้งผู้ใหญ่กลัวว่าคนหนุ่มสาวจะไม่รู้จักกลั่นกรองเรื่องโลกาภิวัฒน์นั้น โดยหยิบยกเอาข้อด้อยหรือตัวอย่างคนหนุ่มสาวบางกลุ่มมาอ้างอิง เป็นสิ่งที่ควรทบทวนใหม่ คนหนุ่มสาวลองของใหม่แสดงถึงการมีความคิดก้าวหน้า ไม่ย่ำอยู่กับที่ เราต้องเชื่อมั่นในวิจารณญาณในการรับรู้และปรับแก้ของคนหนุ่มสาว เราก็ต้องเชื่อมั่นในกระบวนการขัดเกลาทางสังคมของประชาชนโดยไม่รู้สึกขัดใจกับตัวเราในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ ไม่เช่นนั้นเราก็จะกลายเป็น ไดโนเสาร์ เต่าล้านปี เช่นที่เราเคยมองผู้ใหญ่ยุคก่อนเรา
รัฐบาลอ่อนแอลง?
ท่านกล่าวว่าโลกาภิวัฒน์ทำให้รัฐชาติอ่อนแอลง แต่ด้านดีก็ทำให้ประชาชนได้รับการปลดปล่อย ท่านยังว่า รัฐบาลประชาธิปไตยหรือเผด็จการของไทยก็ไม่อาจต้านทานกระแสโลกาภิวัฒน์ได้ เพราะผู้บริหารประเทศไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีความสามารถดังกล่าว ผมไม่แน่ใจว่าในโลกนี้จะมีรัฐบาลใดได้ถูกออกแบบมาดังที่ อ.เสกสรรค์วาดหวัง และผมแปลกใจที่ขนาด อ.เสกสรรค์ในฐานะดุษฎีบัณฑิตทางด้านรัฐศาสตร์และอดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ยังไม่เชื่อมั่นในการบริหารกลไกของรัฐ
กรณีการค้าข้ามชาติที่ส่งผลสะเทือนในบางด้านและบางระดับก็มีมานานแล้ว ตั้งแต่สนธิสัญญาบาวริ่ง <4> ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ 100 ปีที่แล้ว เพียงแต่ในสมัยนั้นอัตราความเร็วของความเปลี่ยนแปลงอาจช้ากว่า อย่างไรก็ตามอำนาจรัฐของไทยก็ยังคงอยู่ และจำนวนประเทศเพื่อนบ้านที่เคยเป็นอาณานิคมก็กลับมีอธิปไตยเพิ่มขึ้น การสมคบกันระหว่างชนชั้นนายทุนใหญ่ของไทยกับนายทุนข้ามชาติก็มีมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมี และการสลายตัวของความเป็นชาติในอนาคต ซึ่งอาจกินเวลาอีกหลายร้อยหลายพันปี ก็คงพอคาดเดาความเป็นไปได้ แต่คงไม่ใช่ในช่วงสั้น ๆ ที่ยังมีการรบพุ่งอย่างเข้มข้นระหว่างชาติและศาสนาเช่นทุกวันนี้
โลกาภิวัฒน์ไม่ได้ดี/เลว
ในความเป็นจริง กระแสและรูปธรรมของโลกาภิวัฒน์ ไม่ได้ดีหรือเลวในตัวมันเอง อ.เสกสรรค์อาจกล่าวว่า อินเตอร์เน็ตก็ไม่เสรี ถือเป็นกองหนุนของทุนนิยมโลก สื่อต่าง ๆ ก็เป็นการโฆษณาสินค้าและความคิดแบบทุนนิยม แต่ความจริงก็คือ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสื่อเท่านั้น ขึ้นอยู่กับคนนำไปใช้ และแน่นอนที่ในยุคที่นายทุนเป็นใหญ่ เวทีของสื่อเหล่านี้ย่อมมีนายทุนเป็นผู้แสดงหลัก แต่ผู้เห็นเป็นอื่นก็สามารถใช้เวทีเหล่านี้เช่นกัน
สิ่งที่พระเจ้ามิลินกับพระนาคเสนถกกันเมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว <5> หรือการเผยแพร่ความเชื่อทางศาสนาที่เพิ่งเริ่มเมื่อมีการตั้งพุทธสมาคมแห่งกรุงลอนดอนเมื่อปี 2467 ที่ อ.เสกสรรค์ยกขึ้นมาอ้าง คงไม่แพร่หลายเท่าปัจจุบันนี้หากไม่มีอินเตอร์เน็ทและกระแสโลกาภิวัฒน์เข้ามาช่วย และจากการแลกเปลี่ยนกันนี้ ทำให้เกิดการบูรณาการธรรมะครั้งใหญ่ที่สกัดเอาแต่แก่นธรรมโดยละทิ้งลักษณะและจารีตของแต่ละนิกายออกไป
เป็นที่น่ายินดีที่เดี๋ยวนี้ พุทธศาสนิกชนก็นำอินเตอร์เน็ตอันเป็นรูปธรรมของโลกาภิวัฒน์มาใช้กันเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่พึงตรวจสอบก็คือ เราได้ทำอย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง หรือได้ใช้อย่างหลากหลายหรือไม่ ธรรมกาย เป็นองค์กรหนึ่งที่น่าสนใจยิ่งในการใช้สื่อโลกาภิวัฒน์อย่างมีประสิทธิภาพสูงยิ่ง มีเว็บไซต์หลากหลาย และยังมีสื่อโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของตนเองด้วย <6> จนเผยแพร่ความคิดไปได้อย่างกว้างไกลและมีประสิทธิผล แต่เสียดายบางท่านอาจไม่เห็นข้อดีนี้เพราะเพียงแค่ไม่ชอบ ธรรมกาย
อย่างไรก็ตามการที่พุทธศาสนิกชนบางส่วนไม่สามารถเผยแพร่ธรรมะออกไปได้กว้างไกลนั้น ไม่ใช่เพราะขาดทักษะด้านโลกาภิวัฒน์เท่านั้น แต่อยู่ที่การติดกรอบของตนเอง มีอัตตาสูง ซึ่งทำให้คนอื่นปฏิเสธตั้งแต่แรกพบแล้ว เช่น แฟชั่น การแต่งกาย ทรงผม ภาษาและการพูด หรือการแสดงออกที่ตายตัวเฉพาะกลุ่ม ซึ่งผิดกับภาพลักษณ์ของพระพุทธเจ้าที่สามารถทำให้ผู้คนศรัทธาและประทับใจตั้งแต่แรกพบ
ข้อเท็จจริงเรื่องการฆ่าตัวตาย
อ.เสกสรรค์กล่าวว่า การฆ่าตัวตายในประเทศไทยมีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ นี่เป็นความเข้าใจผิด ในปี 2549 มีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณ 5.7 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน เป็นตัวเลขที่ลดลงจากปี 2548 ที่ 6.3 คน ปี 2547 ที่ 6.9 คน และปี 2546 ที่ 7.1 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน <7> และหากเปรียบเทียบกับทั่วโลก ไทยจัดอยู่อันดับที่ 72 จาก 100 ประเทศ ซึ่งถือว่าต่ำมาก ประเทศอันดับต้น ๆ ได้แก่ ลิทัวเนีย (91.7 คน) รัสเซีย (82.5 คน) เบเรรุส (73.1 คน) ศรีลังกา (61.4 คน) ญี่ปุ่น (50.6 คน) และ คิวบา (36.5 คน) ซึ่งเป็นประเทศที่มีความเครียดหรือปัญหาความมั่นคงภายใน <8>
เรื่องความเชื่อว่าการฆ่าตัวตายมีมากขึ้น อาจดูเป็นเพียงความเข้าใจผิดเล็ก ๆ แต่ที่ผมขอบ่งชี้ก็เพราะว่าเรามักใช้ความเข้าใจผิดที่ขาดข้อมูลและการไตร่ตรองเท่าที่ควรนี้มาสร้างความรู้สึกที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ผู้ที่ฟังโดยศรัทธาในตัวผู้พูดก็อาจเกิดความเชื่อหรือความหลงตาม ๆ กันไปโดยขาดการพิสูจน์หรือใช้วิจารณญาณ
ารหันเข้าหาศาสนา
มีปรากฏการณ์ให้เห็นอยู่ทั่วไปที่คนไม่มีศาสนาหันมานับถือศาสนา หรือบางคนก็เปลี่ยนศาสนา ทั้งนี้เป็นเพราะความตกต่ำสุดขีดในชีวิตการงานและครอบครัว อ.เสกสรรค์ก็เคยเล่าว่า . . . เผชิญความทุกข์อันเนื่องมาจากการคิดต่างจากกระแสหลัก การยืนต้านสังคม . . . อย่างต่อเนื่องยาวนาน มันพาผมมาถึงจุดที่หมดแรง กระทั่งนำไปสู่ชีวิตส่วนตัวที่ล้มเหลว . . . ผมกับภรรยาได้แยกทางเดินกัน . . . มันสั่นคลอนความรู้สึกนึกคิดของผมถึงขั้นราก. . . <9> ผมล้มแรง ๆ มาหลายครั้งแล้ว และท่านเองก็เคยรู้สึกเป็น สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ <10> นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ อ.เสกสรรค์ซึ่งไม่แตกต่างจากบุคคลทั่วไป
ท่านยังกล่าวว่า (ประมาณปี 2545) . . . ได้พาผมย้ายความคิดจากทางโลกมาสู่ทางธรรมมากขึ้นแบบรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง . . . ผมแปลกใจมากเพราะเดิมเป็นคนที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาเยอะ อย่าให้ผมพรรณนาเลยว่าทำอะไรมาบ้าง ผมเป็นคนที่ทำบาปมาเยอะมาก วันดีคืนดีพบตัวเองมีจิตใจแบบนี้ มันอธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นไปได้อย่างไร <11> ข้อนี้พึงอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ เป็นการกลับเข้าสู่ภาวะปกติของมนุษย์ที่ผ่านการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาจนเกินควรนั่นเอง
ศาสนากับการเยียวยา
ท่านชี้ให้เห็นว่า คนเราต้องสร้างสันติสุขในใจด้วยการกอบกู้สติสัมปชัญญะ ผมเชื่อว่าคนปกติที่ไม่ยึดติดกับอัตตาจนเกินไปหรือไม่ได้เตลิดไปไกลด้วยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมากมาย ก็มีสติอยู่แล้ว ในแง่หนึ่งศาสนาสามารถใช้บำบัดผู้ป่วยทางจิตหรือผู้ติดยาเสพติด และยังสามารถใช้เยียวยาสังคมได้ด้วย อย่างไรก็ตามบางครั้งศาสนากลายเป็นสิ่งเสพติดที่ผู้เสพจำนวนหนึ่งรู้สึกดีในขณะเสพ เช่น นั่งสมาธิหรือสมาคมอยู่ในกลุ่มผู้นับถือลัทธินิกายเดียวกัน แต่เมื่ออยู่ในสังคมทั่วไป ก็กลับมารุ่มร้อนเหมือนเดิม
อ.เสกสรรค์บอกว่า พุทธธรรมอยู่เหนือวิทยาศาสตร์ที่ยังอธิบายหลายอย่างไม่ได้ ท่านว่าวิทยาศาสตร์เข้าใจแต่สิ่งภายนอกตัวและกายภาพ แต่ปฏิเสธการดำรงอยู่ของจิต ข้อนี้ผมขอเห็นแย้งเพราะทั้งปรัชญาจิตนิยมและวัตถุนิยมต่างเห็นการดำรงอยู่ของทั้งวัตถุและจิต เพียงแต่ให้น้ำหนักต่างกัน วิทยาศาสตร์แบ่งเป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์สังคม พุทธศาสตร์ก็เป็นวิทยาศาสตร์สังคมที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่พระพุทธเจ้าเชื้อเชิญให้พิสูจน์มานับ 2551 ปีแล้ว กาลามสูตรก็แสดงถึงความเป็นวิทยาศาสตร์โดยเนื้อแท้ <12>
ช่วงหนึ่งของปาฐกถา ท่านกล่าวว่าองค์ทะไลลามะแห่งทิเบต <13> ได้รับการยอมรับแม้กระทั่งจากคนในรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา เพราะพระองค์สอนให้คนทั่วโลกรักและเข้าใจจีนทั้งที่จีนจะรังแกทิเบต ข้อนี้ผมขอมองต่างมุม กล่าวคือ การที่สหรัฐอเมริกายกย่ององค์ทะไลลามะ ก็เพื่อเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมืองระหว่างประเทศกับจีน สหรัฐอเมริกาเชื่อคำสอนของพระองค์จริงหรือ คำสอนของพระองค์เป็นแค่คำหวานหรือไม่ ท่านติช นัท ฮันห์ พระนิกายเซ็นชาวเวียดนามก็ยังเคยพาชาวยิวกับชาวปาเลสไตน์ไปแลกเปลี่ยนความเห็นกันด้วยความรักและความเมตตาเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ผล <14> |