ดร.ดารินและงานของเขา
การเดินทางไปครั้งนี้ตั้งใจไปพบบุรุษผู้หนึ่งชื่อ ดร.ดาริน (Dr.Darin Gunesekera) <5> ซึ่งได้รับการยกย่องว่าได้ทำโครงการที่อยู่อาศัยแก่ชาวสลัมโดยอาศัยวิธีการทางธุรกิจที่ไม่ได้มาจากการอุปถัมภ์จากองค์กรการกุศลแต่อย่างใด จนองค์การอโชก้า ซึ่งเป็นมูลนิธิที่สนับสนุนผู้รังสรรค์ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ให้การยกย่อง
ดร.ดารินพาไปดู Sahaspura Apartment <6> ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 2.5 acres (6.3 ไร่) ที่ Baseline Mawatha เขต 8 ของนครโคลอมโบ ณ ที่นั้น มีแฟลตสูง 14 ชั้น 1 หลัง มีลิฟต์โดยสาร 6 ตัว ซึ่งจะเปิดใช้งานเต็มเฉพาะในช่วงเวลารีบด่วน อาคารนี้มีห้องชุดอยู่ 675 หน่วย แต่ละหน่วยมีขนาด 340, 400 และ 500 ตารางฟุต หรือ 31.6, 37.2 และ 46.5 ตรม. ตามลำดับ โดยชั้นล่างสุดเป็นร้านค้า โรงพิมพ์ ธนาคารและโรงเรียนอนุบาล
โครงการนี้ก่อสร้างเสร็จเมื่อปี 2544 เพื่อย้ายชาวสลัม 8 แห่งใจกลางเมืองออกมา ชาวบ้านยินดีย้ายเพราะได้ห้องชุดโดยไม่คิดมูลค่า มูลค่าการลงทุนในโครงการนี้คือ 600 ล้านรูปี (180 ล้านบาท) ส่วนทางราชการก็ได้ที่ดิน 8 แห่งขนาด 11 เอเคอร์ (28 ไร่) ซึ่งมีสาธารณูปโภคเพียบพร้อมเป็นมูลค่าประมาณ 1,700 ล้านบาทไปพัฒนาเป็นสิ่งอื่นต่อไป
อาคารชุดนี้มีการก่อสร้างไม่ดีนัก พบคานบางส่วนแตกร้าว และดูแลไม่ดีเท่าที่ควร เช่น มีไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ เป็นต้น ทั้งนี้เพราะค่าใช้จ่ายในการดูแลมาจากดอกผลเงินฝากของค่าดูแลชุมชนที่เก็บตอนแรกเข้าจากผู้อยู่อาศัย เป็นเงิน 25,000 รูปี (7,500 บาท) ต่อห้องชุด แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีเงินก้อน ก็อาจค่อย ๆ ผ่อนจ่ายภายในกำหนด 5 ปีก็ได้ นอกจากนี้ค่าดูแลยังได้มาจากการให้เช่าร้านค้าที่ชั้นล่างของอาคาร ซึ่งมีอยู่ประมาณ 20 ร้าน ๆ ละ 200 ตร.ฟุต (18.6 ตรม) ในราคาห้องละประมาณ 1,000 บาท
และโดยที่การดูแลชุมชนยังไม่ดีนัก ทำให้มูลค่าโครงการไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร ราคาปัจจุบันคือ 265,000, 312,000 และ 390,000 บาทสำหรับห้องชุดขนาด 31.6, 37.2 และ 46.5 ตรม. ตามลำดับ (ตรม.ละ 8,400 บาท) รวมมูลค่าห้องชุดทั้งโครงการวันนี้ คงเป็นเงินประมาณ 210 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเพียง 2.6% ต่อปีในขณะที่เงินเฟ้อสูงถึง 12.1% นอกจากนี้สำหรับห้องชุดที่อยู่ชั้นสูงกว่า ก็ไม่ได้มีราคาที่แพงกว่าแต่อย่างใด ทั้งนี้คงเป็นเพราะบางคนไม่ชอบอยู่บนที่สูง และภูมิทัศน์โดยรอบก็ไม่ได้มีอะไร น่าตื่นเต้น
ดร.ดาริน พาไปดูพื้นที่หนึ่งใน 8 แห่งที่รื้อสลัมไปแล้ว พบว่า นับจนบัดนี้ ทางราชการก็ยังไม่ได้นำที่ดินเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นอื่น ซึ่งถือเป็นการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ดร.ดารินพยายามจะขยายแนวคิดการย้ายชุมชนแออัดโดยอาศัยแนวคิดที่เป็นจริงด้านการเงิน โดยตั้งใจจะขยายไปอาฟริกา ยุโรปตะวันออกและอื่น ๆ แนวคิดของ ดร.ดารินพิสูจน์ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาสลัมนั้น ต้องใช้วิธีการที่เป็นจริงทางธุรกิจและการเงิน ดร.ดารินกล่าวย้ำว่า การแก้ปัญหาสลัมไม่อาจทำได้ด้วยการสงเคราะห์อย่างที่องค์กรสงเคราะห์ภาคเอกชน (NGOs บางส่วน) นิยมทำกัน
ชาวบ้านชอบอยู่แฟลตไหม
ในสมัยที่กรุงเทพมหานครเริ่มมีแฟลตดินแดง มีนักวิชาการบางคนบอกว่า แฟลตไม่เหมาะกับวิถีชีวิตของคนไทย แต่ในที่สุดกาลเวลาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แฟลตหรือห้องชุดได้รับการต้อนรับจากประชาชนทั่วไป จนกระทั่งชาวบ้านซื้ออยู่อาศํยกันเองอย่างมากมาย โดยไม่ต้องให้รัฐบาลสร้างให้อยู่อย่างแต่ก่อนอีกต่อไป
ผลการศึกษาระดับมหาบัณฑิตของสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซ็ตต์ ที่อ้างแล้วตาม <6> พบว่า แม้ชาวบ้านที่ย้ายเข้าอยู่ใน Sahaspura Apartment จะรู้สึกว่าห้องชุดของตนจะคับแคบกว่าบ้านสลัมเดิม แต่ก็รู้สึกปลอดภัยที่ได้อยู่อาศัยในโครงการอาคารชุดนี้ พวกเขาภูมิใจที่ได้มาอยู่อาศัย ชาวบ้านบางคนถึงขนาดบอกว่าในยามค่ำคืนที่แต่ละห้องเปิดไฟ รู้สึกเหมือนว่าโครงการนี้เป็นเหมือนสรวงสวรรค์ (ท่ามกลางสลัมโดยรอบ) หลังจากย้ายเข้ามาอยู่แล้ว มีญาติมิตรไปเยี่ยมบ้านกันบ่อยมาก โดยเฉพาะช่วงปีแรก ๆ เพื่อนบ้านเดิมก็อยากมาเยี่ยมชมอาคารชุดนี้ (ที่เหมือน ถูกหวย ได้เปล่ามา) และผู้อยู่อาศัยก็อยากโชว์กับเพื่อนบ้านเดิม จนถึงวันนี้ก็ยังมีผู้คนไปเยี่ยมเยียนกันมากไม่ขาดสาย ซึ่งต่างจากห้องชุดของไทยที่ค่อนข้างเงียบในตอนกลางวัน
โดยสรุปแล้ว แม้ชาวสลัมในกรุงโคลอมโบจะไม่เคยถูกย้ายเข้าอาคารชุดเลย แต่พวกเขาก็รู้สึกกลมกลืน มีสภาพเป็นชุมชน และที่สำคัญมีมาตรฐานการอยู่อาศัยที่ดีขึ้น ตนเองดูดี มีระดับ เป็นที่เชิดหน้าชูตามากขึ้น
ย้อนมองดูประเทศไทย
เมื่อปี 2528 ผมสำรวจพบสลัมในกรุงเทพมหานครถึง 1,020 แห่ง เป็นข่าวใหญ่โตจนลงไทยรัฐหน้า 1 <7> ต่อมาผมยังได้สำรวจสลัมจากทุกจังหวัดทั่วประเทศอีกเกือบ 400 แห่ง อย่างไรก็ตามจำนวนสลัมในประเทศไทยก็ลดน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ดีขึ้นตามลำดับ เราเคยมีโครงการย้ายสลัมไปอยู่แฟลตครั้งแรกคือแฟลตดินแดงเมื่อปี 2508 ซึ่งต่อมาชาวสลัมส่วนมากก็ย้ายออก เพียงเพราะได้เงินก้อนโตจากการเซ้งสิทธิ์ให้คนอื่น แล้วไปบุกรุกสร้างสลัมแห่งใหม่ ส่วนผู้เซ้งสิทธิ์ก็แทบจะอยู่ฟรี เพราะค่าเช่าถูกกว่าค่าดูแลเสียอีก และสุดท้ายเมื่ออาคารหมดอายุขัยทางเศรษฐกิจ สมควรรื้อ ก็กลับไม่ยอมย้ายออก <8>
นอกจากนี้ไทยเรายังเคยมีการทำโครงการแบ่งปันที่ดิน (land sharing) คือการย้ายชาวบ้านในสลัมบุกรุก ให้ไปอยู่ส่วนด้านหลังของที่ดินโดยสร้างแฟลตให้อยู่หรือไม่ก็แบ่งปันที่ดินแปลงเล็ก ๆ ให้อยู่ แล้วเจ้าของที่ดินก็เอาที่ดินส่วนด้านหน้าที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าไปใช้ประโยชน์ ปรากฏว่า โครงการเหล่านี้ได้รับการกล่าวขานถึงความสำเร็จไปทั่วโลก แต่ความจริงพอชาวบ้านได้ที่ดินหรือแฟลตไปแล้ว ก็เอาไปขายกัน ที่เหลืออยู่ ก็ไม่ยอมผ่อนชำระ จนในที่สุดการเคหะแห่งชาติต้องยกหนี้ให้เสียเฉย ๆ เท่ากับการได้ทรัพย์สินไปฟรี ๆ ล่าสุดกรณีย้ายชาวสลัมใต้สะพานไปอยู่ที่ใหม่โดยให้เช่าระยะยาว 30 ปี รัฐบาลลงทุนไปหลายร้อยล้าน แต่เก็บเงินชาวบ้านได้นิดเดียว คือรัฐให้ชาวบ้านผ่อนเดือนละ 1 บาทต่อตารางวาเป็นเวลา 15 ปี ชาวบ้านบางส่วนก็ยัง เบี้ยว เสียอีก
ประเด็นนี้อยู่ที่แนวคิด กล่าวคือ หากชาวบ้านได้ ของ (เกือบ) ฟรี ชาวบ้านย่อมไม่เห็นคุณค่า เพราะไม่ได้ลงทุนเอง แต่เป็นเสมือนการ ถูกหวย ดังนั้นจึงควรให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมโดยเฉพาะการร่วมลงเงิน นอกจากนี้ยังอยู่ที่การจัดการ กล่าวคือ หากสร้างชุมชนใหม่แบบ (เกือบ) ฟรี เช่น สถานสงเคราะห์ให้อยู่ ชาวบ้านก็ไม่ควรมีสิทธิเอาไปขายต่อทำกำไร ถ้าไม่อยู่ก็ควรโอนให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อให้ชาวสลัมที่เดือดร้อนอื่นมาอยู่แทน เป็นต้น
แนวคิดการย้ายสลัมในกลางเมืองออกเพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่ควรดำเนินการ เพื่อนำกำไรหรือดอกผลไปพัฒนาประเทศ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม ขณะเดียวกันชาวสลัมเองก็จะได้รับการอุ้มชูด้วยการสร้างแฟลตให้อยู่ในที่เดิมหรือย้ายไปอยู่ที่อื่นที่ตนจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและทรัพย์สิน การทำเช่นนี้จึงถือเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย (win win) และควรได้รับการสนับสนุน
การช่วยเหลือชาวสลัมหรือผู้ด้อยโอกาสอื่นในสังคมนั้น ต้องช่วยบนพื้นฐานความเป็นจริง ไม่ใช่ไปไล่รื้อโดยไม่รับผิดชอบ หรือปล่อยให้กลายเป็นผู้โชคดี ถูกหวย เพราะการแก้ปัญหาเช่นนี้ไม่ยั่งยืน เช่น Land sharing ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก แต่ความจริงกลับล้มเหลว เป็นต้น การที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมโดยเฉพาะเงิน เพื่อสร้างความผูกพันในทรัพย์สินและชุมชนนั้น
การแก้ปัญหาสลัมจึงไม่ใช่การสงเคราะห์ (relief) เป็นเพียงเพื่อปลดเปลื้องปัญหาระยะสั้น แต่เป็นการจัดหาที่อยู่อาศัยที่ยึดถือความเป็นจริงทางการเงิน มีการวางแผนที่ดี การสงเคราะห์เป็นสิ่งจำเป็นเบื้องต้น แต่ไม่อาจนำไปสู่การมีบ้านที่ดีของประชาชน ผมจึงจั่วหัวว่า หนึ่งพันแม่ชีเทเรซาก็ช่วยสลัมไม่ได้!
|