Eng
 
หน้าแรก เกี่ยวกับมูลนิธิ หลักการประเมินค่าทรัพย์สิน มาตรฐานจรรยาบรรณ
อัตราผล
ตอบแทน
มาตรฐานราคาค่าก่อสร้าง บทความความรู้ข้อแนะนำ เว็บบอร์ด ติดต่อมูลนิธิ
กลับหน้าแรก

ดอนเมือง: แนวทางการใช้ประโยชน์สูงสุดเพื่อชาติ

เรืออากาศตรี สุวิทย์ เสือกลิ่น
ระดับประชาชนทั่วไป

“เปิดสุวรรณภูมิ  ตีข่าวกระหึ่มโลก  - ดอนเมือง จัดนิทรรศการรำลึก:  สุวรรณภูมิ
เปิดใช้อย่างเป็นทางการ  สื่อตีข่าวกระหึ่มโลก เที่ยวบินจากรัสเซียร่อนแตะรันเวย์เป็นลำดับแรกใน
เวลา ๐๔.๑๐ น. ปลัดคมนาคม มั่นใจพร้อมทุกด้าน   ขณะที่บรรยากาศที่ดอนเมืองสุดหงอยเหงา
จัดนิทรรศการ “ดอนเมืองรำลึก” ท่ามกลางบรรยากาศแสนหดหู่  พนักงานร่วมส่งเที่ยวบินสุดท้าย
สู่เซี่ยงไฮ้ ก่อนปรับใช้เป็นชาร์เตอร์ไฟลท์   ประชาชน พนักงาน แห่ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก...
นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๙

          ๒๘ กันยายน ๒๕๔๙ คงเป็นอีกวันหนึ่งที่ต้องบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเพราะเป็นวันที่สนามบินสุวรรณภูมิเปิดใช้งานเป็นวันแรก หลังจากที่ต้องรอคอยกันมาอย่ายาวนานหลายสิบปี ด้วยความหวังว่าสนามบินแห่งใหม่นี้จะช่วยผลักดันให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคได้สำเร็จ สนามบินสุวรรณภูมิจึงเปิดดำเนินการพร้อม ๆ กับความหวังของสังคมไทย และการปิดฉากของสนามบินแรกแห่งสยามประเทศ ”สนามบินดอนเมือง (Don Muong lnternational Airport)” ภาพความทรงจำตลอดระยะเวลา ๙๒ ปีที่กำลังถูกลืมเลือนหายไปตามกาลเวลา
          ตลอดเวลา ๙๒ ปีที่สนามบินดอนเมืองทำหน้าที่เป็นหน้าต่างในการต้อนรับผู้มาเยือนจาก นานาชาติ จาก ๕,๑๓๕,๔๙๐ คนในปี ๒๕๒๒ มาเป็น ๓๘,๘๘๙,๒๒๙ คน ในปี ๒๕๔๘ จากพื้นที่เพียง
๑,๗๗๐ ไร่ กลายเป็น ๓,๘๘๑ ในปัจจุบัน ดังนั้น สนามบินดอนเมืองจึงเป็นสนามบินที่มีความสำคัญมาก ของไทย เพราะนอกจากจะถูกกำหนดให้ใช้เป็นสนามบินสำรอง (Alternate) ในการวางแผนการบินของสาย การบินต่าง ๆ แล้ว สนามบินดอนเมืองยังเป็นสนามบินฉุกเฉิน ในกรณีสนามบินสุวรรณภูมิ หรือสนามบิน อื่นใช้การไม่ได้ เนื่องจาก ทางวิ่งเกิดอุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ หรือการถูกคุกคามจากภัยก่อการร้าย รวมทั้งยังป็นสนามบินที่ต้องคงไว้ สำหรับการเดินทางของพระบรมวงศานุวงศ์ และเครื่องบินของส่วน ราชการ เช่น การบินการกิจของกองทัพอากาศ การบินฝนหลวงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือ หน่วยงานราชการอื่น ๆ เพราะดอนเมืองเป็นสนามบินที่มีรถไฟ และรถประจำทาง ทั้งในกรุงเทพฯและ ต่างจังหวัดผ่านเข้าถึงหน้าสนามบินได้โดยตรง โดยที่ปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิก็ยังทำไม่ได้
          ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของสนามบินดอนเมือง ประกอบด้วยความไม่พร้อมด้านต่าง ๆ ของ สนามบินสุวรรณภูมิทำให้เกิดข้อขัดข้องหลายประการเมื่อเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ ดังนั้น รัฐบาลของ
พลเอก สุรยุทธ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จึงมีมติคณะรัฐมนตรีให้เปิดใช้สนามบินดอนเมือง ควบคู่ไปกับสนามบินสุวรรณภูมิ อีกครั้ง
          อย่างไรก็ตาม มีเพียงสายการบินภายในประเทศ ๔ สายการบินเท่านั้นที่เลือกลงจอดที่สนามบินดอนเมือง ได้แก่ นกแอร์, โอเรียนท์ ไทย แอร์ไลน์, แฮปปี้แอร์ และ แอร์ฟินิกซ์ นอกจากนั้นก็จะเป็นเครื่องบินเช่าเหมาลำ และเครื่องบินของหน่วยงานทางราชการหรือรัฐวิสาหกิจเท่านั้น ส่งผลให้สนามบินดอนเมืองประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักเพราะมีรายได้ต่อเดือนเพียง ๕๐๐,๐๐๐ ถึง ๖๐๐,๐๐๐ บาท แต่กลับมีค่าใช้จ่ายสูงถึงเดือนละ ๘๐ ล้านบาท เพราะต้องคอยดูแลระบบและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ต้องพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น จึงไม่แปลกที่จะเกิดแรงหนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และเอกชนรวม ทั้งจากผู้โดยสารและสายการบินก็ต่างหันมาเร่งรัดรัฐบาล ให้พิจารณาดำเนินการการใช้ประโยชน์จากสนามบินดอนเมืองให้เต็มศักยภาพ
          ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น สนามบินดอนเมืองนับได้ว่าเป็นสนามบินนานาชาติขนาดใหญ่ สามารถรองรับผู้โดยสารได้หลายสิบล้านคนต่อปี ด้วยพื้นที่กว่า ๔ พันไร่ อันประกอบด้วยอาคารผู้โดยสารถึง ๓ อาคาร แบ่งเป็น อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ๒ อาคาร ซึ่งในปัจจุบันไม่มีการใช้งานทั้งสองอาคารเพราะไม่มีสายการบินพาณิชย์มาลงจอด และอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ หรืออาคาร ๓  ปัจจุบันมีเพียง ๔ สายการบินดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นเลือกลงจอดอากาศยาน นอกจากอาคารผู้โดยสารแล้ว สนามบินดอนเมืองยังประกอบด้วยคลังสินค้า โดยให้เอพีไอคาร์โก้แอร์ไลน์เช่าพื้นที่ใช้งานเพียงบริษัทเดียว แม้กระทั่งห้องรับรองพิเศษก็ให้บริการเฉพาะเครื่องบินโดยสารส่วนบุคคลเท่านั้น จะเห็นได้ว่าสนามบินดอนเมืองยังมีพื้นที่อีกมากมายที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือแม้ใช้งานก็ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

          ดังนั้น แนวทางสำคัญในการใช้ประโยชน์จากสนามบินดอนเมืองเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ จึงประกอบด้วย ๒ แนวทางสำคัญกล่าวคือ
          แนวทางแรก ในเบื้องต้น รัฐบาลจะต้องจำแนกสายการบินที่จะลงจอดระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิกับสนามบินดอนเมืองให้ชัดเจน การปล่อยให้สายการบินเลือกที่จะลงจอดได้เองตามความสมัครใจอาจทำให้ผู้โดยสารเกิดความสับสนได้ รัฐบาลต้องระบุให้ชัดเจนว่าสนามบินดอนเมืองเป็นสนามบินสำหรับผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางภายในประเทศเท่านั้น และมีสายการบินใดบ้างที่จะมาลงจอดที่ดอนเมือง หากใครต้องการจะเดินทางต่อไปต่างประเทศอาจจะต้องเลือกสายการบินอื่นที่ไปลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิแทน ในแต่ละปีจะมีผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางภายในประเทศมากกว่า ๑๒ ล้านคน การเลือกใช้สนามบินดอนเมืองสำหรับสายการบินภายในประเทศย่อมช่วยลดความแออัดของการจราจรในอากาศและภาคพื้นของสนามบินสุวรรณภูมิที่กำลังจะเต็มขีดความสามารถในเวลาอันใกล้ได้เป็นอย่างดี
          ทั้งนี้ เพื่อรอเวลาจัดระบบคมนาคมขนส่งระหว่างสองสนามบินให้มีประสิทธิภาพและสะดวกรวดเร็ว มากขึ้น เมื่อถึงเวลานั้น เราอาจใช้สนามบินดอนเมืองสำหรับผู้โดยสารภายในประเทศอย่างเต็มตัวอีกครั้ง โดยใช้ช่วงแรกรัฐอาจจะกำหนดค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่าง ๆ ของสนามบินให้ถูกกว่าสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อดึงดูดสายการบินต่าง ๆ ให้ลงจอดที่สนามบินดอนเมืองแทนสนามบินแห่งใหม่

          แนวทางที่สอง คือ การแยกสนามบินดอนเมืองให้เป็นหน่วยธุรกิจ (Business Unit) อีกหน่วยหนึ่งซึ่งจะอยู่ในการกำกับดูแลของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย หรือ ทอท. โดยมีคณะผู้บริหารและพนักงานเป็นของตนเอง ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานและลดขั้นตอนการบังคับบัญชาให้สั้นลง การบริหารจัดการของสนามบินก็จะคล่องตัวมากขึ้น เพราะในธุรกิจการบิน ความรวดเร็วถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แน่นอนว่าสนามบินดอนเมืองจะไม่ทำธุรกิจด้านสนามบิน คือ การให้สายการบินเช่าพื้นที่ลงจอดอากาศยานแข่งกับสนามบินสุวรรณภูมิแน่ หากแต่สนามบินดอนเมืองจะปรับเปลี่ยนตัวเองจากบริษัทที่ให้บริการด้านสนามบินเป็นหลักมาบริการด้านอื่น ๆ ทดแทน โดยการใช้พื้นที่กว่า ๔ พันไร่ และอาคารขนาดใหญ่อีก ๒ อาคารให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชาติ กล่าวคือ
          ประการแรก การใช้ประโยชน์จากรันเวย์สนามบินเมื่อไม่มีเครื่องบินพาณิชย์ลงจอด โดยให้สถาบันการบินพลเรือน หรือ สบพ. เช่าพื้นที่ฝึกบินสำหรับนักบินฝึกหัดของสถาบัน ในแต่ละปีจะมีนักบินต่างชาติมาฝึกหัดในหลักสูตรการบินภาคพื้นเกือบ ๑,๐๐๐ คน ทั้งจากประเทศจีน ภูฏาน และประเทศเพื่อนบ้าน และมีจำนวนมากขึ้นทุกปี สบพ. จะมีรายได้ค่าฝึกสอนในหลักสูตรนี้สูงถึง ๒,๒๐๐,๐๐๐ บาท ต่อคนทีเดียว แต่ยังติดปัญหาที่ สบพ. ไม่มีพื้นที่เพียงพอในการฝึกอบรม แต่เดิมใช้เพียงสนามบินหัวหินเป็นที่ฝึกบิน ที่นั่นแออัดและไม่เหมาะสมที่จะทำการบิน เนื่องจากอยู่ไม่ห่างจากที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว สนามบินดอนเมืองจึงเหมาะสมจะเป็นศูนย์กลางฝึกบินภายในภูมิภาค เพราะนอกจากจะมีรันเวย์มาตรฐานแล้ว ยังมีระบบสาธารณูปโภคครบครัน และที่สำคัญตั้งอยู่ใกล้ศูนย์กลางเศรษฐกิจอย่างกรุงเทพ ฯ อีกด้วย รวมทั้งอาจจัดตั้งเป็นศูนย์ฝึกบินจำลองเพื่อรองรับสายการบินในภูมิภาคที่ไม่มีเครื่องบินฝึกจำลองของตนเองและต้องส่งนักบินไปฝึกยังต่างประเทศ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศไทยมาก
          ประการที่สอง การสร้างให้สนามบินดอนเมืองเป็นศูนย์กลางการซ่อมอากาศยานของภูมิภาค คือ การซ่อมบำรุงแลนด์ดิ้งเกียร์ หรือฐานล้ออากาศยานลำตัวแคบ เพื่อให้บริการแก่อากาศยานขนาด ๑๕๐ ที่นั่ง อาทิ เครื่องบินแอร์บัส A๓๒๐ หรือเครื่องบินโบอิ้ง B๗๓๗ ซึ่งทำการบินในภูมิภาคนี้ค่อนข้างมาก โดยเครื่องบินทั้งสองแบบมีความถี่ในการบินมาก ขึ้นบินแต่ละครั้งใช้ระยะประมาณ ๒-๓ ชั่วโมงเท่านั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนและซ่อมบำรุงแลนด์ดิ้งเกียร์เป็นประจำ หากมีอะไหล่สำหรับซ่อมบำรุงอากาศยานของสายการบินต่าง ๆ สำรองไว้ตลอดเวลา ก็จะช่วยให้สายการบินไม่จำเป็นต้องสำรองอะไหล่อากาศยานไว้ที่ตนเอง เป็นการลดค่าใช้จ่ายไปในตัว ดังนั้น จึงเป็นโอกาสอันดีของสนามบินดอนเมืองที่ยังมีพื้นที่ฝั่งพลเรือนเหลืออยู่มากพอจะพัฒนาเป็นโรงซ่อมอากาศยานดังกล่าวได้ ในแต่ละปีมูลค่าของอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงรักษาของโลกมีมูลค่านับหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ฯ แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดจากสิงคโปร์และมาเลเซียมาได้เลย
          ประการที่สาม สนามบินดอนเมืองยังคงเป็นสนามบินสำหรับให้บริการเครื่องบินเช่าเหมาลำขนาดเล็ก หรือ ไพรเวทเจ็ท รวมทั้งอากาศยานส่วนบุคคล โดยปรับปรุงอาคารบริเวณห้องรับรองพิเศษให้มีความสะดวกและบริการครบวงจร ทั้งพิธีการทางศุลกากร พิธีตรวจคนเข้าเมือง และการรักษาความปลอดภัย เพื่อบริการ ผู้โดยสารกลุ่มนี้ซึ่งมีจำนวนมากและมีรายได้สูง ในปัจจุบัน ตลาดต้องการการบริการที่เป็นส่วนตัวของสนามบินเช่นนี้อย่างมาก
          ประการที่สี่ การปรับเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ของสนามบินดอนเมืองให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าระหว่างประเทศ โดยกำหนดให้สนามบินดอนเมืองเป็นพื้นที่ฟรีเทรดโซน โดยให้กรมศุลกากรจัดทำพื้นที่อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศเป็นพื้นที่ปลอดภาษี และปรับเปลี่ยนรูปโฉมของสนามบินให้กลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าลงทุนที่สำคัญ เนื่องจากจำนวนประชาชนในบริเวณสนามบินดอนเมืองเพิ่มมากขึ้น เพราะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของพื้นที่ใกล้เคียง อันเนื่องมาจากการตั้ง “ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐” หรือศูนย์ราชการฯแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นแม่เหล็กดึงดูดการพัฒนาที่สำคัญ ดังนั้น เมื่อสนามบินดอนเมืองไม่ได้ใช้งาน การปรับเปลี่ยนเป็นศูนย์กลางทางการค้าก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในแถบนี้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสนามบินดอนเมืองเองก็มีความพร้อมในด้านอาคารสถานที่ รวมทั้งมีพื้นที่จอดรถได้มากกว่า ๕,๐๐๐ คัน อีกด้วย
          ประการที่ห้า การใช้บริการจัดการพื้นที่อื่น ๆ ของสนามบินดอนเมืองเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยมีตัวอย่างการให้เอกชนเช่าพื้นที่จัดงานต่าง ๆมาแล้ว อาทิ การจัดนิทรรศการบินพลเรือน การแสดงเครื่องบินของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาที่ลานจอดและทางวิ่งเครื่องบิน หรือแม้กระทั่งการให้เช่าเป็นสถานที่เปิดตัวผลงานเพลงของนักร้องชื่อดัง ทา ทา ทา ยัง ที่ลาดจอดเครื่องบินเป็นต้น ในอนาคตอาจจะมีความต้องการขอใช้พื้นที่ของสนามบินซึ่งมีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการจัดงานต่าง ๆ ของภาคเอกชนกันมากขึ้นโดยเฉพาะงานแสดงสินค้าซึ่งมีการจัดงานกันทั่วไปแทบทุกวัน
          จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า ถึงแม้ประเทศไทยจะเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิอย่างเต็มตัวไปแล้ว แต่สนามบินสุวรรณภูมิเองกลับประสบปัญหาอย่างหนัก จากความแออัดของการจราจรทางอากาศ เครื่องบินจะมาลงยังคงต้องบินวนรอ(Hold) เพื่อจัดลำดับต่อวงจร ส่วนเครื่องบินที่จะวิ่งขึ้นยังคงต้องจอดคอยนานกว่าจะได้ลำดับวิ่งขึ้น ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะหันกลับมามองสนามบินดอนเมืองซึ่งอยู่รับใช้ชาติมาอย่างยาวนาน และยังพร้อมที่จะรับใช้ต่อไป แนวทางในการบริหารจัดการสนามบินดอนเมืองข้างต้นจึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในอีกหลายแนวทางที่จะใช้ประโยชน์จากสนามบินแห่งนี้เพื่อให้เกิดคุณประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศต่อไป
          อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีแนวทางการพัฒนาที่เน้นตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นหลัก  สังคมก็ฟุ้งเฟ้อ ความเจริญทางด้านวัตถุสวนทางกับความเจริญทางด้านจิตใจ ก่อให้เกิดปัญหาที่ถาโถมสู่สังคมไทยอย่างหนัก จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐ วันที่คนไทยทุกคนได้รู้จักกับคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นครั้งแรก จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ธ ผู้เป็นที่รักยิ่งของคนไทยทุกคน
          เศรษฐกิจพอเพียง คือปรัชญาที่สำคัญ เป็นแนวการดำรงอยู่และปฎิบัติของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ครอบครัว ระดับชุมชนจน ถึงระดับชาติ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความตอนหนึ่งว่า

“การพัฒนาประเทศโดยใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกระบวนการพัฒนาที่ให้
ความสำคัญกับความพอดี  พอประมาณ  ยึดทางสายกลาง  ไม่สูงโด่งไปข้างใดข้างหนึ่ง  เป็นระบบ
ขั้นตอน  ไม่รีบร้อนกระโดด  บนพื้นฐานของการรู้จักตนเอง  และรู้จักเลือกสิ่งต่าง ๆ มาใช้อย่าง
เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ให้เกิดประโยชน์อย่างมีเหตุมีผล   ตลอดจนสร้าง
ภูมิคุ้มกันความเสี่ยงภัยให้กับตนเองและชุมชน   จากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในโลก
ยุคโลกาภิวัตน์   และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามวิกฤต

          หากเรากำหนดเข็มทิศของประเทศในวันนี้ให้ถูกต้อง ถูกทาง ก็ย่อมเป็นรากฐานสำคัญในการ พัฒนาชาติให้คงความ เป็น "ไท" เป็น "ไทย" ที่รักและภาคภูมิใจของพวกเราและลูกหลานต่อไป ได้อย่างยั่งยืน อย่างแน่นอน...

------------------------------------

Area Trebs
 
10 ถนน.นนทรี กรุงเทพมหานคร 10120 โทรศัพท์:66 2295 3171: โทรสาร: 66 2295 1154 Email: info@thaiappraisal.org   สถานที่ตั้ง: แผนที่