|
อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับคนซื้อบ้าน
(ในประเทศไทย ประเทศอื่นไม่ทราบ) ที่จะต้องประสบปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง
(บางครั้งก็หลายอย่าง) บ้างไม่มากก็น้อย
ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านในยุคอสังหาริมทรัพย์เฟื่อง
ฟุบ หรือฟื้น หรือในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่หรือฟองสบู่แตกก็ตาม
หากไม่นับผู้มีอันจะกินและเหลือกิน
ที่มักใช้เนรมิตบ้าน (คฤหาสน์) หลังงามได้ตามใจปรารถนาของตน
รวมทั้งใช้เงินขจัดปัดเป่าปัญหาต่าง ๆ
อันพึงมีดพึงเกิดขึ้นในการซื้อหรือสร้างบ้านแล้ว
เราๆ ท่าน ๆ ที่สู้อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบเงินเพื่อจะซื้อบ้านอยู่สักหลังหนึ่ง
(ในชีวิต) คงจะหลีกเลี่ยงปัญหาที่มักเกิดขึ้นเมื่อซื้อบ้านไปได้ค่อนข้างยาก
ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยง ห้องกันหรือบรรเทาปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
เราลองมาทำความรู้จักกับปัญหาบรรดามีกันไว้ล่วงหน้าเสียก่อน
จะได้ป้องกันแก้ไขได้ทันการณ์ แต่ก่อนที่จะไปพบกับปัญหาที่ควรรู้สำหรับผู้ซื้อบ้าน
ผู้เขียนใคร่ขอสรุปถึงหัวอกคนซื้อบ้านว่า
โดยปกติทั่ว ๆ ไปแล้ว เมื่อจะซื้อบ้านก็มักจะคำนึงถึง
- ทำเล อาทิ ใกล้ทีทำงาน ใกล้โรงเรียนลูก
ฯลฯ
- โครงการ อาทิ ชื่อเสียง ภาพลักษณ์
ฯลฯ
- สาธารณูปโภค อาทิ ถนน ไฟฟ้า ประปา
ฯลฯ
- ตัวบ้าน อาทิ แบบบ้าน ฝีมือการก่อสร้าง
ฯลฯ
- ราคา อาทิ เงินดาวน์ เงื่อนไขการผ่อนชำระ
ฯลฯ
- แหล่งเงินกู้ อาทิ กู้ง่าย อัตราดอกเบี้ย
ฯลฯ
ซื้อบ้านเหมือนแต่งงาน
"บ้านคือวิมานของเรา" เป็นคำพูดที่เราได้ยินกันมาช้านาน
และคำว่า "บ้าน" ก็มิได้หมายถึงแค่เพียงหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต
แต่บ้านเป็นแหล่งพักพิงที่ให้ความอบอุ่น เป็นศูนย์รวมของครอบครัว และเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจสิ่งหนึ่งของคนเรา
ด้วยเหตุนี้เราจึงมักมีความคิดฝังใจว่าอย่างน้อย ในชีวิตหนึ่งจะต้องมีบ้านของตัวเองสักหลังหนึ่ง
ซึ่งดู ๆ ไป ก็คงไม่ต่างจากการที่คนเราโดยทั่วไปก็หวังที่จะมีคูครองที่รู้ใจสักคนหนึ่งในชีวิต
และเมื่อพูดถึงบ้านเรากำลังพูดถึงของราคาหลายแสนหรือเป็นล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเมื่อซื้อแล้วก็ยากที่จะเปลี่ยนได้ง่าย
ๆ เหมือน ๆ กับการแต่งงานนั่นแหละ ดังนั้น การเลือกซื้อบ้านก็ไม่ต่างกับการเลือกคู่ครองเท่าไรนัก
ปัญหาควรรู้ผู้ซื้อบ้าน อย่างที่เกริ่นไว้แล้วในตอนต้นว่า
คนทั่ว ๆ ไป มักจะประสบปัญหาในการซื้อบ้านอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างไม่มากก็น้อย
ซึ่งหากจะหยิบยกมาพูดทั้งหมดเป็นเรื่องยาวนานพอสมควรทีเดียว
ฉะนั้น ในที่นี้จะขอกล่าวถึงปัญหาหลัก
ๆ สัก 3 ข้อ เพื่อให้พอเหมาะกับเนื้อที่
กล่าวคือ
เรื่องที่หนึ่ง ได้แก่ เรื่องของทำเลที่ตั้ง
ซึ่งหากเลือกซื้อบ้านโดยมิได้หยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาเป็นลำดับต้น ๆ หรือมิได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างพอเพียงแล้ว
อาจก่อให้เกิดทุกข์ยาวนานไปจนกว่าจะชินไปเองก็ได้ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงให้มากคือ
เรื่องระยะทางจากบ้านไปทำงานหรือโรงเรียนลูก ที่ดีที่สุดคือไม่ควรใช้เวลาเดินทางเกิน
1 ชั่วโมง หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ แต่จริงๆ แล้ว สำคัญมาก เพราะการที่คุณสามารถตื่นนอนหกโมงเช้า
ส่วนลูกตื่นประมาณหกโมงครึ่ง ทานข้าวออกจากบ้านประมาณเจ็ดโมง ถึงโรงเรียนไม่เกินแปดโมง
ย่อมดีกว่าการที่คุณต้องตื่นแต่ตีสี่ ปลุกลูกตีห้า ทั้งหมดต้องขึ้นรถออกจากบ้านก่อนหกโมงเช้า
เพื่อมาลุ้นระทึกว่าจะถึงโรงเรียนทันหรือเปล่า แล้วจะไปทำงานทันหรือเปล่า เป็นความตื่นเต้นระทึกใจที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นทุกวัน
แถมบางบ้านคุณพ่อบ้านต้องทำงานเลิกเย็นหรือค่ำ กว่าจะถึงบ้านลูกก็หลับหมดแล้ว อย่างที่บางคนพูดเล่น
ๆ ว่า มองเห็นการเจริญเติบโตของลูกในทางยาว (คือเห็นแต่ตอนนอน) ไม่เคยเห็นเลยว่าลูกสูงเท่าไรแล้ว
(ไม่เคยเจอลูกตอนตื่น)
เรื่องที่สอง คือสภาพแวดล้อมต้องเอื้อต่อการอยู่อาศัยที่ดีพอสมควร
ถ้าเรามีสมาชิกในบ้านที่กลับดึกไปอยู่ที่เปลี่ยวคงเป็นห่วงกันแย่
อีกเรื่องคือเรื่องเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง
ถ้าดีก็ถือว่าทำบุญมาดีแต่ถ้าเจอไม่ดีแล้วแถมมีปากมีเสียงกันต่างหากละคุณเอ๋ย
.
นรกมีจริง ! เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และต้องพูดกันยาว
เขียนในที่นี้นี่คงไม่เหมาะ
เรื่องสุดท้าย ก็คือ
เรื่องเงินที่จะซื้อบ้าน ถ้าจะเอาง่ายเข้าว่า
ก็คือมีเงินดาวน์และมีปัญญาผ่อนส่งเท่าไรก็ซื้อเท่านั้น
คือใช้ความสามารถในการจ่ายเป็นจุดกำหนดราคาบ้านในฝันของคุณซึ่งก็ดูง่ายดี
แต่เรื่องจริงก็อย่างว่าแหละ คือความต้องการหรือแม้แต่ความจำเป็นของเรามักสวนทางกับรายได้ของเราเสมอ
เรื่องนี้ก็อีกเหมือนกัน
ยาวเป็นหนังชีวิตเลยหละ
สำหรับเรื่องเงินซื้อบ้านก็คงเตือนไว้สั้น
ฟ ว่า "คิดสักนิด ก่อนคิดยื่นกู้" ที่เตือนอย่างนี้เพราะขณะที่เขียนเรื่องนี้อยู่นั้นเป็นช่วงเวลาที่การปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
โดยหน่วยงานและสถาบันการเงินต่าง ๆ กำลัง "บูม" ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่จะปลุกชีพธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ด้วยคาดว่าหากอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวก็จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังภาคธุรกิจอื่น
ๆ อันจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวตามความเชื่อของรัฐบาล
ซึ่งถ้าเป็นจริงดังหลังก็ขออนุโมทนาด้วย
แต่ที่เตือนคนเดินดินกินข้าวแกงอย่างเรา
ๆ ท่าน ๆ ไว้ในที่นี้ ก็ด้วยห่วงใยว่าหากอะไร
ๆ ไม่เป็นดังหวังแล้ว เกรงว่าการ "บูม" ครั้งนี้จะกลายเป็น "บูมเมอแรง" ย้อนกลับมาเล่นงานตัวเราเสียเท่านั้นเอง
ขอยกตัวอย่างโครงการเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยของสมาชิก
กบข. มาให้คิดกันสักเรื่องหนึ่งดังนี้ โครงการเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยของสมาชิก
กบข. เป็นโครงการที่เป็นการร่วมมือกันระหว่าง
กบข. กับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
ภายใต้ชื่อ "โครงการ ธอส.-กบข. เพื่อที่อยู่อาศัยสมาชิก
กบข." โดยมีความตั้งใจให้สมาชิก กบข.
ได้มีที่อยู่อาศัยของตนเอง
ส่วนแรก คือ
เงินกู้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซึ่งหลักเกณฑ์การให้กู้เงินในส่วนนี้
สมาชิก สามารถกู้ได้ถึง 100% ของราคาประเมินของ
ธอส. แต่สูงสุดไม่เกิน 65 เท่าของเงินเดือนสุทธิ
ซึ่งระยะเวลาการปล่อยกู้ในโครงการนี้นานถึง
30 ปี และอายุของผู้กู้รวมกับจำนวนปีที่ขอกู้ต้องไม่เกิน
65 ปี หรือจนกว่าเกษียณอายุราชการ แล้วแต่ระยะเวลาใดมากกว่า
และการผ่อนชำระจะเป็นอัตราก้าวหน้าเพิ่มขึ้นทุกปี
โดยเงินที่ผ่อนชำระต้องไม่เกินร้อยละ 30
ของเงินเดือนสุทธิ ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของเงินกู้ส่วนแรกนี้ได้กำหนดให้เป็นอัตราคงที่ร้อยละ
4.5 ใน 3 ปีแรก หลังจากนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ
36 เดือนของธนาคารกรุงไทย บวกด้วย 0.75
ต่อปี
ส่วนที่สอง คือ
ส่วนที่สมาชิกกู้จาก กบข. เองโดยกู้ไม่เกินของเงินสะสม
สมทบ และผลประโยชน์ของเงินทั้งสองในส่วนของตนเอง
และต้องไม่เกิน 10 เท่าของเงินเดือนซึ่งจะเป็นการกู้เพิ่มเติมหากเงินในส่วนที่กู้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ไม่เพียงพอ
โดยสมาชิกสามารถขอกู้เงินส่วนนี้ได้โดยผ่านธนาคารอาคารสงเคราะห์
อย่างไรก็ตาม
สมาชิกที่จะกู้เงินในส่วนนี้ได้ ต้องเป็นสมาชิก
กบข. ประเภทที่ส่งเงินสะสมเท่านั้น และต้องมีเงินเดือนสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ
40 ของเงินเดือน ณ วันที่ขอกู้ โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของเงินส่วนนี้เท่ากับอัตราดอกเบี้ย
MLR ของ 5 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เฉลี่ยตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยลบด้วย
1
จากโครงการเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยที่ยกมาข้างบนนี้
ผู้เขียนมีข้อคิดสั้น ๆ ให้แก่ผู้ที่มีสิทธิกู้เงินโครงการนี้ว่า
การกู้ยืมเงินมาซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง
โดยมีระยะเวลาผ่อนชำระยาว ๆ หรือการกู้ยืมเงินตัวเองจาก
กบข. ที่เตรียมไว้สำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณไปใช้ก่อน
ถือว่าเป็น "ความเสี่ยง" สำหรับอนาคตของตัวเราเองอยู่ไม่น้อย
ใจของผู้เขียนอยากให้เรากันเงินสำรองเลี้ยงชีพ
หรือเงินบำเหน็จบำนาญเอาไว้ใช้เลี้ยงชีพและรักษาตัว
ตามที่เราเกษียณอายุแล้วมากกว่า เพราะต้องไม่ลืมว่าบ้านนั้นถือเป็นทรัพย์สิน
(asset) ที่มีสภาพคล่องต่ำ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันทีเมื่อยามจำเป็นหรือฉุกเฉิน
เพราะฉะนั้น มีเงินสด (cash) ไว้แม้อาจไร้บ้านของตนเองบางทีอาจดีกว่าก็ได้นะ
สุดท้ายนี้หวังว่าข้อเขียนชิ้นนี้จะพอมีประโยชน์แก่คนซื้อบ้านอยู่บ้าง
แม้จะสั้น ๆ และไม่ลงลึกในรายละเอียด และขอจบด้วยการเล่นคำว่า "บ้าน" ไว้ว่า
หากคิดไม่รอบคอบก่อนซื้อ คำว่า "บ้าน" อาจผันไปได้ดังนี้
ตัด ไม้โท ออก
บ้าน ----------------------> บาน
ตัด น ออก
บ้าน --------------------> บ้า
|