|
ธุรกิจบ้านจัดสรร
อาคารชุดในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาเป็นธุรกิจประเภทหนึ่งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
มีการก่อสร้างบ้านจัดสรรอาคารชุดเกิดขึ้นมากมาย
ผู้ประกอบการเหล่านี้มีทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นที่หันมาลงทุนทำธุรกิจประเภทนี้ดูบ้าง
ถ้าโชคดีก็อาจเป็นเศรษฐกิจได้ในเวลาที่ไม่นานนักเพราะในระยะเริ่มต้นไม่ต้อมีเงินลงทุนมาก
เพียงแค่สร้างสำนักงานขายให้ดูน่าเชื่อถือ
ติดตั้งป้ายโฆษณาโครงการไว้หน้าสำนักงานขายเพียงเท่านี้ก็มีคนแห่ไปจองกันจนหมดทั้งโครงการ
ในส่วนของผู้บริโภคก็มีทั้งพวกที่ซื้อไว้เพื่ออยู่อาศัยและพวกที่ซื้อไว้เก็งกำไร
ซึ่งบางโครงการอยู่ในทำเลดีแค่ขายใบจองให้ผู้อื่นต่อก็ได้กำไรนับหมื่นบาทแล้ว แต่ใช่วงที่เกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจอย่างในขณะนี้
ธุรกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่ได้รบผลพวงจากวกฤติครั้งนี้มากที่สุดเช่นกัน
มีผู้ประกอบการเป็นจำนวนมากที่ประสบปัญหาด้านเงินลงทุนที่จะนำมาใช้ในการดำเนินดครงการให้แล้วเสร็จ
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งมากจากสถาบันการเงินที่ให้การสนับสนุนโครงการบ้านจัดสรร
อาคารชุด ถูกทางราชการสั่งปิดกิจการทำให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นขาดสภาพคล่องทางการเงิน
และไม่สามารถหาแหล่งเงินลงทุนมาดำเนินการก่อสร้างบ้านจัดสรร อาคารชุดให้แก่ผู้บริโภคตามสัญญาได้
ซึ่งเราสามารถพบเห็นอาคารที่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จถูกทิ้งร้างอยู่ในเป็นจำนวนมากและกระจัดกระจายอยู่ในเขตกรุงเทพฯ
และเขตปริมณฑล ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่ได้ชำระเงินดาวน์ให้แก่ผู้ประกอบการครบถ้วนตามสัญญาแล้ว
และจากปัญหาของการร้องเรียนที่มีมายังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพบว่าร้อยละ
80 เป็นปัญหาที่ผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิในเรื่องอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้นว่า ผู้ประกอบการไม่ก่อสร้างบ้านจัดสรร
อาคารชุด ให้แล้วเสร็จ หรือสร้างเสร็จแล้วแต่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้บริโภคได้
หรือไม่พัฒนาที่ดินและสาธารณูปโภค รวมทั้งไม่สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกตามสัญญาหรือโฆษณา
ซึ่งได้สร้างความเดือนร้อนให้แก่ผู้บริโภคจุดประสงค์หลักคือ ไม่ต้องการบ้านหรืออาคารชุดแล้ว
แต่ต้องการขอเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยซึ่งรวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 2.2 พันล้านบาท
จำนวนผู้บริโภคได้รับความเสียหายประมาณ 9,500 คน ในขณะที่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการอะไรเป็นพิเศษออกมาช่วยเหลือหรือป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะทำนองเดียวกันนี้ขึ้นอีกในอนาคต
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงต้องเข้ามาช่วยเหลือผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม
ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนด
ในการดำเนินการของสำนักงานคณะกรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการเยียวยาชดใช้ค่าเสียหายได้ผลรวดเร็ว
ก็คือ เรียกคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาใกล่เกลี่ยเพื่อเปิดโอกาสให้คู่กรณีได้เจรจาตกลงกันโดยมีเจ้าหน้าที่เป็นตัวกลางประสานในการเจรจาให้ผู้บริโภคได้รับเงินดาวน์ดคืนพร้อมดอกเบี้ย
ที่ผ่านมาผู้บริโภคได้รับเงินคืนคิดเป็นเปอร์เซนต์ที่ค่อนข้างสูง
แต่หลังจากเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจแล้ว
สถาบันการเงินหลายแห่งถูกปิดกิจการ ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่องทางการเงิน
การเจรจาขอเงินคืนให้แก่ผู้บริโภคก็แทบจะไม่มีโอกาสได้คืนเลย
ฉะนั้น สำนักงานคระกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงต้องนำเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคเพื่อพิจารณามีมติให้ดำเนินคดีแทนผู้บริโภค
ตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค
พ.ศ. 2522 จากสถิติที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีมติให้ดำเนินคดีแก่ผู้ประกอบการที่ดิน
บ้านจัดสรร และอาคารชุด ในช่วงตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2534 ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ถูกดำเนินคดี
จำนวน 448 คดี แยกได้ดังนี้
| |
อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล จำนวน 87
คดี
อยู่ระหว่าการพิจารณาของพนักงานอัยการ จำนวน 145 คดี
อยู่ระหว่าการดำเนินการของ สคบ. จำนวน 99 คดี
อยู่ในขั้นบังคับคดี จำนวน 117 คดี
ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหาย จนวน 9,450 บาท
รวมค่าเสียหาย ประมาณ 2,166,049,250 บาท |
|
การดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค
ตามพระราชบัญญัติคุมครองผู้บริโภค พ.ศ.2522
นั้น มี เจตนารมณ์เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหายตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดโดยมีคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
เป็นองค์กรพิเศษที่มีอำจานดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้ประกอบการที่กระทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภค
แต่จากการปฏิบัติงานพบว่า ผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิไม่อาจได้รับการชดเชยความเสียหายด้วยวิธีดังกล่าวภายในเวลาอันรวดเร็ว
ซึ่งเป็นอุปสรรคในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง
เนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค
พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติวิธีการดำเนินคดีไว้เป็นการเฉพาะจึงต้องอาศัยหลักฎหมายทั่วไปตามหลักกฎหมายสารบัญญัติและกฎหมายวิธีสบัญญัติ
นอกจากนี้ผู้บริดภคที่ได้รับความเสียหายนั้นก็อาจมีจำนวนมากน้อยแตกต่างกันแล้วแต่กรณี
ผู้บริโภคเหล่านี้จะมาร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดีแก่ผู้ประกอบการในระยะเวลาที่แตกต่างกัน
ซึ่งบางโครงการศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งไปแล้ว
แต่ยังคงมีผู้บริโภคมาร้องเรียนในเรื่องเดียวกันเพิ่มเติม
จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการแยกฟ้องคดีแทนผู้บริโภคเป็นหลายคดี
เพราะคำพิพากษา หรือคำสั่งย่อมมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาล
ส่วนผู้บริโภคที่มิได้มาร้องเรียนก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากผลของคำพิพากษาแต่ประการใด
การดำเนินคดีผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอยู่ในขณะนี้
อาจไม่ใช่วิธีการเยียวยาชดใช้ความเสียหายให้แก่ผู้บริโภคอย่างได้ผลและมีประสิทธิภาพ
แม้ว่าผู้บริโภคจะเป็นฝ่ายชนะคดีแต่ก็อาจไม่ได้รับชำระหนี้ เพราะผู้ประกอบการไม่มีทรัพย์สินที่จะนำมายึดชำระหนี้
ประกอบกับขณะนี้กระบวนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ยังไม่มีมาตรการที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายอย่างชัดเจน
เช่น ผู้ซื้อไม่มั่นใจว่าโครงการจะสร้างเสร็จจริงหรือไม่ ผู้ขายไม่มั่นใจว่าโครงการของตนจะได้รับการสนันสนุนจากสถาบันการเงินหรือไม่
รวมทั้งปัญหาที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย ซึ่งมักเกิดจากปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงินอันเป็นผลมากจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจหลายๆฝ่ายจึงมีแนวความคิดที่จะนำระบบการจัดการดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา
(ESCROW) มาใช้กับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระหว่างที่มีการผ่อนชำระเงินดาวน์ซึ่งระบบ
ESCROW จะช่วยดูแลการจ่ายเงินดาวน์เอาไว้เพื่อความปลอดภัยจนกว่าจะมีการปฏิบัติตามสัญญาหรือเงื่อนไขของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย
หากผู้ซื้อหรือผู้ขายไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือเงื่อนไขหรือมีเจตนาทุจริต คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งก็จะได้สิทธิในเงินดาวน์ดังกล่า
เชื่อว่ามาตรการที่ดีอย่างนี้ สคบ. จะต้องพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นในบ้านเราอย่างแน่นอน |