สิบปีก่อนพอพูดถึงอสังหาริมทรัพย์
ก็นึกถึงแต่เรื่องอู้ฟู่ เศรษฐีในละครน้ำเน่ายังต้องมีอาชีพจัดสรรที่ดิน
ในสังคมมีการเก็งกำไรที่ดินกันมากมาย แต่มาถึงปี
2540 สถานการณ์กลับหน้ามือเป็นหลังมือ การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง
อย่างไรก็ตามเมื่อถึง พ.ศ.นี้ รัฐบาลท่านก็มีมาตรการหลายอย่างกระตุ้นกำลังซื้อ
ทำให้อสังหาริมทรัพย์ดูท่าจะฟื้นขึ้นมาอีก จนบางคนกลัวว่าจะเกิดปรากฏการณ์ "ฟองสบู่" ความจริงเป็นอย่างไร
ถ้าหันไปหานักพัฒนาที่ดินหรือนายหน้าที่กำลังขายของอยู่
พวกเขาก็ต้องว่าดี ในที่นี้ เราลองมาดูกันแบบเป็นกลางกันดีกว่า
สถานการณ์วันนี้เป็นอย่างไร
ภาวะขณะนี้ จูงใจให้เกิดการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์พอสมควร
โดยเฉพาะในภาวะที่ดอกเบี้ยเงินฝากลดต่ำลงอย่างเป็นประวัติการณ์ ชาวบ้านที่พอมีเงินออม
ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร ส่วนหนึ่งก็มาซื้อหาอสังหาริมทรัพย์ เผื่อจะทำกำไรได้บ้าง
อสังหาริมทรัพย์ที่มีความคึกคักมักเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์
เช่น สำนักงาน ศูนย์การค้า ยังไม่มีสัญญาณที่ดีแต่อย่างไรและฟุบมากว่า 10 ปีแล้ว
ความจริงภาวะเช่นนี้อันตรายมาก เพราะสำหรับผู้มีรายได้ที่แน่นอน
และประสงค์จะซื้อบ้าน หลายคนก็ผ่อนกันเต็มที่ โดยแทบไม่ได้เผื่อไว้บ้างว่าหากเกิดปัญหาเศรษฐกิจขึ้นมาจะทำอย่างไร
ดังนั้นถ้าวันหนึ่งดอกเบี้ยเงินกู้กลับสูงขึ้น โดยเฉพาะหากเกิดภาวะเงินฝืดขึ้นมา
ดอกเบี้ยก็ต้องขึ้น ซึ่งก็หมายความว่าเงินผ่อนอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องขึ้นตามไปด้วย
อันอาจส่งผลให้กำลังการผ่อนชำระของประชาชนขาดผึงลงไปก็ได้
เหตุผลควรซื้อบ้าน ?
อย่างไรก็ตามในการซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้น
ความจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์แต่อย่างใด
ในทุกสถานการณ์เราก็สามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้
ขึ้นอยู่กับว่า
1. เราซื้อในราคาที่เหมาะสมหรือไม่ ยิ่งถ้าซื้อแบบถูกกว่าท้องตลาดได้ก็จะดี
2. ทำเลที่เราซื้อ มีโอกาสดีหรือไม่ในอนาคต มีโครงการสาธารณูปโภคที่ดีหรือไม่
โดยเฉพาะถ้าใกล้ระบบขนส่งมวลชน จะได้เปรียบในอนาคต
3. ทรัพย์สินที่เราซื้อ มีคุณภาพและมีศักยภาพในการเติบโตเพียงใด
4. ความจำเป็นในการซื้อและการตัดสินใจซื้อโดยเปรียบเทียบกับความต้องการ
5. ความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว โดยเฉพาะสินค้าในเชิงการลงทุน เช่น โรงแรม ภัตตาคาร
ซึ่งคนทั่ว ๆ ไปคนไม่สามารถบริหารได้เองหรือไม่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง
อย่าลืมว่า ผู้ที่หวังจะซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้น
จะต้องรอบรู้ (knowledgeable) โดยไม่หลงกระแสหรือถูกปลุกปั่นโดยผู้ที่มีส่วนได้เสีย
เช่น ผู้ประกอบการ คนขาย เป็นต้น
สัจธรรมที่สำคัญ อีกอย่างหนึ่งก็คือ ประเภทของทรัพย์สินที่น่าลงทุนนั้น
ไม่ใช่น่าลงทุนตลอดไป คุณสุรเธียร จักรธรานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บจก.เอสซีแอสเซท
(บริษัทถือครองทรัพย์สินของทางกลุ่มชินวัตร) เคยบอกไว้ในงานเสวนาของโรงเรียนของเราว่า
ทรัพย์สินที่ว่าน่าลงทุนนั้น บอกวันนี้อีก 3 ปี ก็จะเฉา เพราะแห่ลงทุนตาม ๆ กันจนกระทั่งล้นตลาด
หมดแรงจูงใจ ราคาตก หรือตลาดวายในที่สุด