Eng
ไทย
เกี่ยวกับมูลนิธิ
หลักการและจรรยาบรรณ
ราคาประเมินค่าก่อสร้าง
บทความความรู้ข้อแนะนำ
เว็บบอร์ด
ติดต่อมูลนิธิ
ลูกบ้าน 'ณุศาศิริ' ขู่เผาตัวเอง
ฐานเศรษฐกิจ 26 มีนาคม 2549 หน้า 33
 
สรุปสาระข่าว
 
         ลูกบ้าน'ณุศาศิริ'ขู่เผาตัวเอง! เหตุบริษัทสร้างบ้านไม่เสร็จแถมไม่คืนเงินดาวน์ 3.5 ล้านบาท/สคบ.รับลูกเตรียมฟ้องแทน ลูกบ้าน ‘ณุศาศิริ' สุดทนเป็นเหยื่อผู้ประกอบการขายบ้าน 2 สัญญา ทุ่มซื้อบ้านหรูราคา 11.6 ล้านในโครงการณุศาศิริ สาทร-ปิ่นเกล้า ปีเศษบ้านไม่เสร็จ แถมต้องเสียค่าเช่าบ้านอยู่ร่วมปี ร้องสคบ.ขอคืนเงินดาวน์-จอง 3.5 ล้านบาท สุดท้ายจ่ายแค่ 3 แสนบาท ที่เหลือให้ไปฟ้องศาล ด้าน "วิษณุ เทพเจริญ" แจงรับผิดชอบแล้วในส่วนค่าจองที่ดิน บอกปัดงานก่อสร้างไม่เกี่ยวเป็นเรื่อง "ณุศาศิริ คอนสตรัคชั่น" ของเครือญาติ ส่วนข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์พบ "เจ๊หมวย" ภรรยานั่งตำแหน่งกรรมการอยู่
 
ข้อคิดเห็น
 
         เรื่องผิดพลาดซ้ำซากของผู้ประกอบการอย่างนี้ มีให้เห็นมากมายและบ่อยครั้ง ทำไมยังเป็นอย่างนี้อีก ทั้งที่เราผ่านวิกฤติการณ์มานานแล้ว แต่ก็ยังไม่วายเกิดปัญหาจนได้ ข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำที่เกี่ยวข้องไม่ละอายกันบ้างหรือไร ในยุคสมัยที่ท่านรับผิดชอบ (ทั้งที่ท่านยังรับราชการอยู่หรือเกษียณไปแล้วก็ตาม) ไม่ได้สร้างสรรค์กฎระเบียบเพื่อความอุ่นใจของชาวบ้าน ไม่ได้ปกป้องชาวบ้านเท่าที่ควร ท่านควรมีความรับผิดชอบต่อประชาชนมากกว่านี้
 
รายละเอียดของเนื้อข่าว
 
         ลูกบ้าน'ณุศาศิริ'ขู่เผาตัวเอง! >เหตุบริษัทสร้างบ้านไม่เสร็จแถมไม่คืนเงินดาวน์ 3.5 ล้านบาท/สคบ.รับลูกเตรียมฟ้องแทน

         ลูกบ้าน ‘ณุศาศิริ' สุดทนเป็นเหยื่อผู้ประกอบการขายบ้าน 2 สัญญา ทุ่มซื้อบ้านหรูราคา 11.6 ล้านในโครงการณุศาศิริ สาทร-ปิ่นเกล้า ปีกเศษบ้านไม่เสร็จ แถมต้องเสียค่าเช่าบ้านอยู่ร่วมปี ร้องสคบ.ขอคืนเงินดาวน์-จอง 3.5 ล้านบาท สุดท้ายจ่ายแค่ 3 แสนบาท ที่เหลือให้ไปฟ้องศาล ด้าน "วิษณุ เทพเจริญ" แจงรับผิดชอบแล้วในส่วนค่าจองที่ดิน บอกปัดงานก่อสร้างไม่เกี่ยวเป็นเรื่อง "ณุศาศิริ คอนสตรัคชั่น" ของเครือญาติ ส่วนข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์พบ "เจ๊หมวย" ภรรยานั่งตำแหน่งกรรมการอยู่

         นายธวัช สันติพงศ์ชัยศรี ลูกบ้านในโครงการณุศาศิริ สาทร-ปิ่นเกล้า ได้เข้าร้องเรียน "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ตนได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินในโครงการณุศาศิริ สาทร-ปิ่นเกล้า โดยแบ่งเป็นสองสัญญาคือสัญญาซื้อขายที่ดิน 1 แปลง ขนาดเนื้อที่ 114.98 ตร.ว. มูลค่า 5,749,000 บาท กับบริษัท ณุศาศิริ กรุ๊ป จำกัด และสัญญาซื้อบ้านแบบ Mezzanine พร้อมก่อสร้างบ้านกับบริษัท ณุศาศิริ คอนสตรัคชั่น จำกัด มูลค่าอีกประมาณ 595,000 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 11,699,000 ล้านบาท หนังสือสัญญาลงวันที่ 4 สิงหาคม 2547 ผู้ขายคือนางสาวบุณฑริกา วรรณพิม และมีกำหนดโอนบ้านในวันที่ 4 กันยายน 2548

         ทั้งนี้ตนได้ชำระเงินดาวน์ 30% พร้อมเงินจองและเงินทำสัญญา (300,000 บาท) ไปครบแล้วทั้งสิ้น 3,509,700 บาท โดยแบ่งชำระเงินดาวน์เป็นจำนวน 12 งวด ต่อมาเมื่อครบกำหนดโอนบ้าน ปรากฎว่าบ้านยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จโดยในส่วนโครงสร้างบ้านนั้นก่อสร้างไปเพียง 60% เท่านั้น ส่วนถนนเมนและงานร้อยสายไฟฟ้ายังไม่เรียบร้อย ดังนั้นตนจึงได้ทำหนังสือแจ้งไปยังประธานบริษัท ณุศาศิริ กรุ๊ป จำกัด เพื่อขอให้ก่อสร้างบ้านที่จองไว้ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับจากที่ได้รับหนังสือดังกล่าว พร้อมกับสวนสาธารณะ คลับเฮาส์ สระว่ายน้ำ ถนนเข้าออกในโครงการ ตลอดจนไฟฟ้าและแสงสว่างต่างๆ

         ทั้งนี้ตนเองมีความจำเป็นต้องย้ายเข้าอยู่เพราะมีภาระค่าใช้จ่ายค่าเช่าบ้านระหว่างรอการก่อสร้างบ้านถึงเดือนละ 50,000 บาท ซึ่งทางบริษัทณุศาศิริ กรุ๊ปฯ เมื่อรับเรื่องแล้วก็แจ้งให้ทางตนทราบว่ายินดีที่จะให้ปรับเป็นจำนวนเงิน 2,500 บาทต่อวัน ซึ่งทางตนรู้สึกเสียความศรัทธาในตัวผู้ประกอบการจึงได้ขอคืนเงินดาวน์ที่ชำระไปทั้งหมดคืนพร้อมสินไหมทดแทนโดยได้ทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2548 และทางสคบ.ได้นัดไกล่เกลี่ยครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2549 โดยทางณุศาศิริ กรุ๊ปฯได้มอบหมายให้นายณัฐพล พลพิชัย เจ้าหน้าที่แผนกนิติกรรม บริษัท ณุศาศิริ คอนสตรัคชั่น จำกัด มาเป็นผู้ดำเนินการไกล่เกลี่ยแทน ซึ่งทางณุศาศิริ คอนสตรัคชั่นฯ ได้ยื่นขอเสนอคืนเงินที่ตนได้ชำระไปแล้วทั้งหมดตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสัญญาจ้างก่อสร้างอาคาร พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5.75 ต่อปี โดยมีกำหนดชำระภายใน 30 วันนับตั้งแต่ทำบันทึกข้อตกลง

         นายธวัช กล่าวต่อว่า ทางตนเห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวไม่เป็นธรรมเนื่องจากงานก่อสร้างได้ล่าช้ามาเป็นเวลานาน ทำให้ตนต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่าเช่าบ้านเพิ่มขึ้นถึงเดือนละ 50,000 บาท จึงได้ยื่นขอเสนอให้บริษัทณุศาศิริ คอนสตรัคชั่นฯ ใน 3 ข้อ คือ คืนเงินดาวน์พร้อมเงินจองที่ชำระไปทั้งสิ้น 3,509,700 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยให้ชำระคืนภายใน 15 วัน เป็นจำนวนครั้งเดียว หรือลดอัตราดอกเบี้ยเหลือเพียงร้อยละ 5.75 หากชำระภายใน 7 วัน และหรือ คืนเงินดาวน์ที่ชำระไปทั้งสิ้น พร้อมอัตราดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี และพร้อมชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าเช่าบ้านเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันที่ผิดสัญญาด้วย

         อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากเจรจาไกล่เกลี่ยอยู่ร่วม 3 ครั้ง บริษัทณุศาศิริ คอนสตรัคชั่นฯ ได้ขอคืนเงินจองที่ดินก่อนเป็นจำนวน 300,000 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5.75ต่อปี และค่าเสียหายจำยอมอีก 50,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 377,331,97 บาท โดยมีกำหนดชำระภายในวันที่ 31 มกราคม 2549 จากนั้นจะชำระค่ารับจ้างก่อสร้างที่ตนชำระไปอีก 3,209,700 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5.75% ต่อปี รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 3,388,838.06 บาท อีกครั้งในวันที่ 10 ภุมภาพันธ์ 2549 แต่เมื่อครบกำหนดชำระ ทางบริษัทณุศาศิริ คอนสตรัคชั่นฯ ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่สคบ.พร้อมตนทราบว่าไม่มีเงินชำระและให้ไปฟ้องร้องเอา

         ทั้งนี้เมื่อตนนำเรื่องดังกล่าวปรึกษาสคบ. ก็ได้รับคำตอบว่าหากถึงขั้นฟ้องร้องจะต้องนำเอกสารมาประกอบคำร้องเพิ่มเติมเช่นใบอนุญาติขอจัดสรรและใบอนุญาติก่อสร้างของโครงการณุศาศิริ และใช้เวลานานเป็นปีกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการทางศาล ซึ่งในตอนแรกสคบ.ไม่ได้ชี้แจงว่าจะต้องมีเอกสารเกี่ยวกับใบอนุญาติจัดสรรเข้ามาประกอบคำฟ้องด้วย ทำให้ตนสงสัยว่าสคบ.มีความเป็นธรรมหรือไม่ และขณะนี้ตนได้หมดหวังในหนทางที่จะได้เงินคืนแล้วไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่คิดว่าจะเอาน้ำมันราดตัวเองแล้วเผาเพื่อให้สังคมได้รับรู้

         สำหรับเหตุผลที่เลือกซื้อโครงการบ้านณุศาศิริ สาทร-ปิ่นเกล้า เนื่องจากผู้ขายได้นำเสนอของแถมเป็นจำนวนมาก เช่นแถมชุดเคาน์เตอร์ครัวและเตรียมอาหารของโมเดิร์นฟอร์ม ในวงเงิน 200,000 บาท, เครื่องปรับอากาศ 8 เครื่อง,จัดสวนรอบบ้านในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท, ชำระค่าจดทะเบียนในการโอนกรรมสิทธิ์คนละครึ่ง เป็นต้น

         ด้าน นางรัศมี วิศทเวทย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ทางสคบ.จะยื่นเรื่องดังกล่าวเข้าไปยังคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยอีกครั้งก่อน เมื่อไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้จะยื่นเรื่องดังกล่าวไปให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาส่งฟ้องศาลซึ่งคณะกรรมการชุดใหญ่จะมีการประชุมในเดือนเมษายนนี้แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถประชุมได้หรือไม่จากปัญหาทางการเมือง

         ต่อเรื่องดังกล่าวนี้ "ฐานเศรษฐกิจ" ได้สอบถามไปยังนายวิษณุ เทพเจริญ ประธานกรรมการบริหารและประธานกรรมการ บริษัท ณุศาศิริ กรุ๊ป จำกัด และได้เปิดเผยว่า บริษัท ณุศาศิริ กรุ๊ป จำกัด ได้รับผิดชอบเฉพาะเงินค่าจองที่ดินเป็นจำนวน 300,000 บาท และได้ชำระให้กับลูกค้าไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 3,388,838.06 บาท เป็นความรับผิดชอบของบริษัท ณุศาศิริ คอนสครัคชั่น จำกัด ผู้รับจ้างก่อสร้างซึ่งเป็นของเครือญาติที่ร่วมทุนกับคนนอกโดยตนนั้นไม่ได้มีถือหุ้นในณุศาศิริ คอนสครัคชั่นฯ และเรื่องดังกล่าวไม่ใช่ความผิดของโครงการ ในเรื่องของงานก่อสร้าง ทุกโครงการย่อมมีการดีเลย์ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้ามีเจตนาที่จะซื้อหรือไม่ หากลูกค้าอ่อนไหวง่ายและต้องยอมให้กับลูกค้าทุกรายก็คงจะแย่

          อย่างไรก็ตาม หากลูกค้าต้องการฟ้องก็คงต้องปล่อยให้ฟ้องไป แต่ลูกค้ามักไม่ยอมรับว่าเหตุผลที่ช้าส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าลูกค้ามีการเปลี่ยนแบบบ้าน ส่วนกรณีที่บริษัท ณุศาศริ คอนสครัคชั่นฯ แจ้งกับลูกค้าไปว่าไม่มีเงินมาชำระนั้น ตนไม่ทราบว่าบริษัทขาดสภาพคล่องทางการเงินหรือไม่แต่ผู้รับก่อสร้างต้องใช้เงินลงทุนในการก่อสร้างเป็นจำนวนมาก รวมถึงบ้านแปลงที่ลูกค้าดังกล่าวซื้อก็ต้องแบกภาระค่าก่อสร้างเป็นมูลค่า 10 ล้านบาท ปัจจุบันนี้บ้านหลังดังกล่าวก่อสร้างเสร็จแล้ว และบริษัทก็ไม่ได้มีผู้รับเหมาดังกล่าวทำงานให้กับบริษัทเพียงรายเดียว

         ทั้งนี้ การตรวจสอบข้อมูลจากกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัท ณุศาศิริ คอนสตรัคชั่น จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2546 มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ผู้มีอำนาจตามสบช. 3 นางสาวกมลพร กฤษณา กรรมการ คือนางศิริมล เทพเจริญ ภรรยานายวิษณุ เทพเจริญ และมีที่ตั้งเดียวกับบริษัท ณุศาศิริ จำกัด คือ เลขที่ 52/9 หมู่ที่ 13 ถนนกรุงเทพกรีฑา แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

Area Trebs FIABCI
 
10 ถนน.นนทรี กรุงเทพมหานคร 10120 โทรศัพท์:66 2295 3171: โทรสาร: 66 2295 3994 Email: info@thaiappraisal.org   สถานที่ตั้ง: แผนที่