Eng
ไทย
เกี่ยวกับมูลนิธิ
หลักการและจรรยาบรรณ
ราคาประเมินค่าก่อสร้าง
บทความความรู้ข้อแนะนำ
เว็บบอร์ด
ติดต่อมูลนิธิ
บตท.: ปัญหาทุจริตและการประเมินค่าทรัพย์สิน
ยักษ์อสังหาฯ หนาว โยงหนี้ฉาว บตท. (ฐานเศรษฐกิจ 15 มกราคม 2549 หน้า 1)
 
สรุปสาระข่าว
         จากข่าว 2 ข่าวข้างต้น ทางหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจเสนอข่าวต่อเนื่องในเรื่องนี้ ลองติดตามอ่านดูได้ ถือเป็นกรณีตัวอย่าง
 
ข้อคิดเห็น
         ความโปร่งใสเป็นเรื่องสำคัญมาก มันไม่ยากที่จะแก้ แต่ที่คนไม่ใส่ใจแก้เพราะอาจขัดลาภการโกงกินได้
โปรดดูข้อเสนอ "ประเมิน... ช่วยสินเชื่อ / ช่วยชาติ"
รายละเอียดของเนื้อข่าว
ยักษ์อสังหาฯหนาวโยงหนี้ฉาวบตท. 
         บตท.ซัดกันนัว เปิดโปงอีก 2 โครงการส่อแววทุจริต โยงใยถึงยักษ์อสังหาริมทรัพย์ชื่อดังในตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้าข่ายอำนวยสินเชื่อลักษณะเดียวกับโครงการบ้านเอกสยาม และพนารี ด้านคณะกรรมการสอบสวนฯเตรียมส่งผลสรุปให้รมช.คลัง "ไชยยศ" สัปดาห์หน้า พร้อมดึงอัยการร่วมทำสำนวนคดีเพื่อเอาผิดให้ถึงที่สุด แจง 3 ประเด็นตรวจพบทุจริตในบตท. ทั้งเอกสารปลอมและประเมินราคาทรัพย์สูงเกินจริงถึงกว่า 10 เท่า
         จากที่ "ฐานเศรษฐกิจ" ได้เปิดประเด็นข่าวการทุจริตในการปล่อยกู้ในโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัย 30 ปี ของบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย(บตท.) โดยมีความคืบหน้าจนถึงปัจจุบันซึ่งทางกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้คณะกรรมการ บตท. สรุปแนวทางในการปรับบทบาทองค์กรภายใน 15 วัน (คณะกรรมการบตท.ส่งแนวทางภายในวันที่ 20 ม.ค.นี้ )นั้น

         -โยงเพิ่มอีก 2 โครงการอาจมีปัญหาหนี้เสีย

         ล่าสุด แหล่งข่าวระดับสูงจากบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากยอดสินเชื่อที่ปล่อยกู้ในโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัย 30 ปีมูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท มีโอกาสที่จะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้นจากอีกหลายโครงการ โดยบางโครงการเป็นโครงการของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งเป็นโครงการที่มีลักษณะการอำนวยสินเชื่อ ในลักษณะเกี่ยวกับ 2 โครงการที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้คือ โครงการเอกสยาม (ศาลายา) และ โครงการพนารี

         นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากที่คณะกรรมการสอบวินัยที่มี นายรัฐนิติ์ พัฒนกุล เป็นประธาน ได้ดำเนินการสอบสวนในเบื้องต้น นายมานะ อึ้งตระกูล อดีตรองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสินเชื่อ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของบตท. 1 ใน 9 ราย ที่ถูกสอบสวน อาจจะมีส่วนรู้เห็นในการทุจริตครั้งนี้ โดยที่ทางบตท.ได้ให้ออกไปแล้วนั้น แต่ได้มีการกล่าวพาดพิงลูกหนี้ของบตท.เพิ่มเติมอีก 2 โครงการ โดยอ้างว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันกับโครงการเอกสยาม และโครงการบ้านพนารี

         -รายงานผลสอบถึง"ไชยยศ"สัปดาห์หน้า

         อย่างไรก็ดีจากข้อมูลดังกล่าว ทางคณะกรรมการฯจะใช้เป็นส่วนประกอบในการนำไปขยายผลการสอบเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถหาตัวผู้กระทำผิดทั้งหมดมาลงโทษให้ได้ โดยขณะนี้ยังไม่สามารถที่จะเปิดเผยชื่อของทั้ง 2 โครงการดังกล่าวได้ เนื่องจากจะส่งผลถึงรูปคดี เนื่องจากยังไม่สามารถจะกล่าวโทษได้อย่างชัดเจนว่าทั้ง 2 โครงการนี้มีการกระทำความผิดในลักษณะทุจริตจริง อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้าทางคณะกรรมการสอบวินัย ถึงกำหนดส่งรายงานผลการสอบให้ นายไชยยศ สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อดำเนินการทางคดีร่วมกับทีมอัยการที่ร้องขอให้เข้ามาช่วยพิจารณาด้านกฎหมายในเรื่องนี้ต่อไป

         "ในส่วนนี้ทางคณะกรรมการได้เคยขอความร่วมมือไปยังสถาบันการเงินเจ้าหนี้เดิม ที่บตท.รับซื้อหนี้เข้ามา ให้ช่วยจัดส่งเอกสารการกู้และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับลูกหนี้เข้ามาตรวจสอบเพิ่มเติมด้วย แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับเอกสารเพิ่มเติมแต่อย่างใด จึงอยากจะร้องขอให้ทางสถาบันการเงินเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติบ้าง " แหล่งข่าวกล่าว

         ทั้งนี้ จากการที่คณะกรรมการบตท.จะมีการประชุม เพื่อสรุปหาแนวทางในการปรับบทบาทองค์กรของบตท.ให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปภายใน 15 วัน หรือในวันที่ 20 มกราคม 2549 นั้น จะมีการจัดทำรายงานสถานะที่แท้จริงของบตท. ภายหลังที่หักมูลค่าความเสียหายจริงของการทุจริตในครั้งนี้มาพร้อมกันด้วย เนื่องจากขณะนี้ยังไม่ได้มีการประเมินมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง ทำให้ตัวเลขความเสียหายจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)ในกรณีทุจริตนี้สูงถึง 290 ล้านบาท และตัวเลขเอ็นพีแอลคงค้างของบตท. ณ 30 พฤศจิกายน 2548 มีจำนวน 30% หรือประมาณ 1,405 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมี Over Due (สินเชื่อที่กำลังจะกลายเป็นเอ็นพีแอล) อีกจำนวน 726 ล้านบาท ที่ทยอยเพิ่มขึ้นประมาณ 200 ล้านบาทต่อเดือน

         -ชี้ความผิดปกติในบตท.3กรณี

         ทางด้านแหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงการคลัง กล่าวอ้างว่า ความผิดปกติที่เกิดขึ้น จนทำให้บตท.ตรวจพบการทุจริตในครั้งนี้นั้น แยกได้เป็น 3 กรณี คือ 1.การปลอมแปลงเอกสารบัญชีเงินฝากของผู้กู้ว่า มีการไหลเวียนของเงินฝากประมาณ 60,000-100,000 บาทต่อเดือน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นการเปิดบัญชีของวินมอเตอร์ไซด์เกือบทั้งหมด 2.การปลอมแปลงใบรับรองเงินเดือนซึ่งภายหลังจากตรวจสอบแล้วบางบริษัทไม่ได้มีตัวตนจริง และบางบริษัทมีการก่อตั้งภายหลังจากที่ระบุไว้ในเอกสาร เช่น บริษัท คอนเซ็ปออโต้ลีฟ จำกัด บริษัท ริเวอร์กรุ๊ฟเทรดดิ้ง จำกัด บริษัท เอพีแอล จำกัด 3.การประเมินราคาสูงกว่าราคาที่แท้จริงมากผิดปกติ โดยการประเมินราคานี้ บตท.จะใช้บริษัทประเมินเพียงแห่งเดียว คือ บริษัท บีซีเอ จำกัด โดยมีการประเมินราคา เช่น โครงการเอกสยาม ราคาประเมินทางราชการ 630,000 บาทต่อหลัง แต่บีซีเอมีการประเมินสูงถึง 7,700,000 บาทต่อหลัง และโครงการพนารี ราชการประเมินเพียง 800,000 บาทต่อหลัง แต่บีซีเอประเมินถึง 2,000,000 บาทต่อหลัง

         -เปิดปาก"สมศักดิ์"รับโครงการพนารีมีปัญหา

         ทั้งนี้ "ฐานเศรษฐกิจ" ได้สอบถาม นายสมศักดิ์ อัศวโภคี รักษาการกรรมการและผู้จัดการบตท. เกี่ยวกับสถานภาพของลูกหนี้ในโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัย 30 ปี ซึ่งนายสมศักดิ์ตอบคำถามเพียงสั้นๆว่า ปัจจุบันลูกค้าโครงการพนารี จำนวน 6-7ยูนิต ยังมีปัญหาการผ่อนชำระอยู่ เช่นเดียวกับลูกค้าของโครงการบ้านเอกสยามจำนวนหนึ่ง แต่ในรายละเอียดอื่นๆนั้นไม่ทราบ รวมถึงการตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนและขยายผลในการเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในขณะนี้ก็มีคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่มีนายอรรคบุษย์ ไกรฤกษ์ เป็นประธานอยู่แล้ว

         อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคณะกรรมการสรรหา อยู่ระหว่างเตรียมประชุมกำหนดคุณสมบัติของกรรมการและผู้จัดการคนใหม่ (แทนนายสิริวัฒน์ พรหมบุรี ที่ลาออกไป) โดยได้มีการประสานงานกับนายอุดม ผลจำปา รักษาการรองกรรมการและผู้จัดการ ซึ่งขณะนี้ได้ประสานงานและแบ่งหน้าที่กันทำตามปกติ ทั้งการบริหารงานภายใน งานติดตามลูกหนี้ตามนโยบาย ส่วนรายละเอียดในด้านนโยบายนั้น ต้องรอให้คณะกรรมการสรรหาสรุปผลการคัดเลือกกรรมการและผู้จัดการคนใหม่ก่อน

         -ลำดับเหตุการปล่อยสินเชื่อโครงการ30ปี

         สำหรับกระบวนการปล่อยสินเชื่อในโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัย 30 ปีนั้น เริ่มจากเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 คณะกรรมการบตท.ได้มีการประชุม ครั้งที่ 7/2546 อนุมัติโครงการสินเชื่อ 30 ปี มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี 5 ปี และ 7 ปี ซึ่งเป็นโครงการที่สามารถจะกู้เงินได้เต็มทั้งจำนวน 100% จากปกติจะมีการปล่อยกู้เพียง 70-80% โดยมีการสรุปว่าไม่น่าจะมีความเสี่ยง เพราะบตท.ไม่ใช่ตลาดแรก และสินเชื่อดังกล่าวต้องผ่านการวิเคราะห์จากสถาบันการเงินมาก่อน

         วันที่ 29 สิงหาคม 2546 มีการสรุปรายงานการประชุม ทั้งส่วนของบตท.และ บค.ไทยเคหะ ว่าตกลงจะดำเนินธุรกิจร่วมกันในโครงการสินเชื่อ 30 ปี ทั้งที่ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการบตท.ได้อนุมัติสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการนี้ 8 แห่ง คือ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารนครหลวงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงศรีอยุธยา และหากมีสถาบันการเงินใดที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการอีกต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบตท.ก่อน

         ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2546 นายสิริวัฒน์ พรหมบุรี กรรมการผู้จัดการของบตท. ลงนามร่วมกันกับ นายวิบูลย์ ศิริสารการ และนางภวัญญา กฤตชาติ กรรมการผู้จัดการร่วมกันของ บค.ไทยเคหะ โดยสัญญาดังกล่าว เป็นการตกลงร่วมกันว่า ให้ทางบค.ไทยเคหะ สามารถที่จะเลือกดำเนินการขายสินเชื่อให้กับบตท.ได้ 2 รูปแบบ คือ กรณีที่ บค.ไทยเคหะ รับดำเนินการเฉพาะจดจำนองสินเชื่อเคหะเพียงอย่างเดียว ให้ได้รับค่าธรรมเนียมในอัตรา 0.3% ของมูลค่าสินเชื่อ และกรณีที่ บค.ไทยเคหะ รับวิเคราะห์สินเชื่อ ให้ได้รับค่าธรรมเนียมในอัตรา 0.5% แต่หากดำเนินการทั้งหมด คือ หาและปล่อยสินเชื่อ วิเคราะห์สินเชื่อ และรับจดจำนอง ให้ได้รับค่าธรรมเนียมในอัตรา 0.5% ของมูลค่าสินเชื่อ ซึ่งสินเชื่อที่พบว่ามีการทุจริตที่บตท.รับซื้อมาจาก บค.ไทยเคหะ นั้น ทั้งหมดเป็นการดำเนินการในลักษณะรับจดจำนองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และบค.ไทยเคหะ ได้รับค่าธรรมเนียมจากโครงการนี้ไปทั้งหมดประมาณ 15 ล้านบาท

         จากนั้นวันที่ 21 มกราคม 2547 บค.ไทยเคหะ และบตท. ได้มีการขอแก้ไขสัญญาร่วมดำเนินธุรกิจฉบับดังกล่าว โดยให้ตัดข้อตกลงในส่วนที่เป็นการวิเคราะห์สินเชื่อทิ้งไป ให้เหลือเฉพาะส่วนที่รับจดจำนองเท่านั้น และในวันที่ 7 ธันวาคม 2548 มีรายงานผลของคณะกรรมการสอบวินัย ว่า พบการทุจริตใน 2 โครงการ คือ โครงการเอกสยาม และโครงการพนารี ในขณะที่ บริษัท บีซีเอ จำกัด และบค.ไทยเคหะ ยอมรับว่ารับรู้มาตลอดว่ามีการปลอมแปลงเอกสาร แต่ก็จำเป็นต้องดำเนินการไปตามเอกสารที่ได้รับ เพราะเห็นว่า หากเกิดความเสียหาย ก็ไม่ได้เกิดกับบริษัทของตนเองอยู่แล้ว ทางบตท.ต้องรับความเสียหายไปเองทั้งหมด

         -แจงหนี้เอ็นพีแอลไม่เกี่ยวพันผู้ถือหุ้น/เจ้าของโครงการ

         แหล่งข่าวระดับสูงในบตท.รายหนึ่งกล่าวถึงกรณี เอ็นพีแอลที่เกิดจากโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัย 30 ปีว่า การเกิดขึ้นของเอ็นพีแอลไม่น่าจะมีความเกี่ยวโยงถึงกรณีของผู้ถือหุ้นของบริษัท หรือเจ้าของโครงการ เพราะเป็นผลมาจากลูกหนี้หรือผู้กู้ที่ไม่สามารถผ่อนชำระได้ตามเงื่อนไขของโครงการ เนื่องจากเป็นการปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ารายย่อยบางรายในแต่ละโครงการ ซึ่งลูกค้าที่ติดต่อมาใช้บริการสินเชื่อในโครงการนี้เพราะเห็นว่าเป็นโครงการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำและผ่อนชำระนาน หลังจากที่บตท.ไม่ประสบความสำเร็จในโครงการรับซื้อสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เนื่องจากสถาบันการเงินไม่ยอมขายพอร์ตสินเชื่อให้ ดังนั้นถึงแม้ว่าปัญหาหนี้เอ็นพีแอลจะเกี่ยวโยงไปถึงโครงการของบริษัทที่มีชื่อเสียง แต่ก็อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของบริษัทดังกล่าวก็ได้

         "การให้กู้รายย่อยหรือ Post Financeนั้นลูกค้าจะติดต่อสถาบันการเงิน อีกทั้งโครงการหนึ่งลูกค้าอาจจะไม่ได้ใช้เงินกู้ที่สถาบันการเงินเดียวกันก็ได้ ตรงข้ามกับการปล่อยกู้ให้โครงการหรือ Pre –Financeเพื่อพัฒนาโครงการที่ผู้ประกอบการจะเป็นผู้เจรจากับสถาบันการเงินเอง ฉะนั้นกรณีเกิดหนี้เสียจึงไม่น่าจะเกี่ยวกับเจ้าของโครงการ และในปัจจุบันโครงการบ้านเอกสยามมีการก่อสร้างแล้วเสร็จไปแล้ว โดยบริษัทประเมินกลางประเมินราคามูลค่ากว่า 200 ล้านบาท ไม่ใช่มูลค่าเพียง 40 ล้านบาทตามที่มีการเข้าใจผิดกันว่าโครงการมีมูลค่าแค่ 40 ล้านบาท "แต่นำไปยื่นขอสินเชื่อได้ 200 ล้านบาท " แหล่งข่าวกล่าว

         -อดีต9 พนักงานบตท.เตรียมยื่นศาลแรงงานต่อ

         หนึ่งในอดีตพนักงานบตท.9 คนที่ถูกออกจากผลของการสอบวินัย กล่าวเปิดใจผ่าน"ฐานเศราฐกิจ"ว่า ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างรอผลการยื่นอุทธรณ์ หากผลการอุทธรณ์ไม่ให้ความเป็นธรรมก็เตรียมจะยื่นร้องต่อกับศาลแรงงานและศาลปกครองต่อไป โดยตั้งข้อสังเกตว่าขณะนี้การใช้ดุลพินิจให้สอบสวนวินัยยังไม่เสร็จทั้งหมด เพราะยังมีการสอบวินัยและสอบข้อเท็จจริงระดับผู้บริหารอีก 5 คน แต่ระดับพนักงานผู้ปฎิบัติกลับได้รับโทษให้ออกไปแล้ว ซึ่งในทางปฎิบัติข้อมูลบางอย่างอาจอยู่กับผู้บริหารดังกล่าวก็ได้

ตั้ง 2 ทีม ฉก.ลุยคดีโกงบรรษัทตลาดรองฯ (ฐานเศรษฐกิจ 19 มกราคม 2549 หน้า 1) 
         บอร์ดบตท.ถกเครียด 4ชั่วโมง ฟันธงชัดไม่มียุบทิ้งบตท.แน่ แต่ต้องปรับบทบาท พร้อมกำหนดรับสมัครกรรมการผู้จัดการคนใหม่ 23 ม.ค.- 3 ก.พ.นี้ เฟ้นคุณสมบัติเข้มมีประสบการณ์การเงินมากกว่า 15 ปี และไม่มีประวัติเสีย ตั้ง 2 ทีมเฉพาะกิจทำหน้าที่ฟ้องร้องดำเนินคดี คาดแล้วเสร็จภายในม.ค.นี้ ส่วนอีกทีมเร่งแก้เอ็นพีแอล ด้าน"ชายนิค โง้วศิริมณี" บิ๊กพร็อพเพอร์ตี้แจงมีลูกค้าในโครงการกู้สินเชื่อจากโครงการที่อยู่อาศัย 30 ปีของบตท.จริง แต่ไม่เกี่ยวกับตัวบริษัท

         จากที่หนังสือพิมพ์"ฐานเศรษฐกิจ" ได้เสนอรายละเอียดการตรวจพบการทุจริตในบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งกรณีของการปลอมแปลงเอกสารบัญชีเงินฝาก การปลอมแปลงใบรับรองเงินเดือน และการประเมินราคาทรัพย์สินที่สูงกว่าราคาที่แท้จริงมากผิดปกติ ที่ล่าสุดตีพิมพ์รายละเอียดในฉบับที่ 2,079 "ยักษ์อสังหาฯหนาว โยงหนี้ฉาวบตท." ระหว่างวันที่ 15-18 มกราคม 2548 โดยในระหว่างนี้นายไชยยศ สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้บอร์ดบตท.จัดทำแผนเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินงานของบตท.เสนอภายใน 15 วัน (หรือภายในวันที่ 20 มกราคม 2549)

         -บอร์ดบตท.ถกเครียด 3 ประเด็นหลัก
 
    เมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา คณะกรรมการบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย(บตท.) ได้จัดให้มีการประชุม ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) โดยมี ดร.นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสศค. ในฐานะประธานคณะกรรมการบตท. นายวสันต์ เทียนหอม ประธานบริหารบตท. นายอุดม หอมจำปา กรรมการบตท. และนายสมศักดิ์ อัศวโภคี รักษาการกรรมการผู้จัดการบตท. ร่วมแถลงข่าวภายหลังที่ใช้เวลาหารือกันร่วม 4 ชั่วโมง ตั้งแต่ 09.00-13.00 น. จากนั้นดร.นริศ ในฐานะประธานคณะกรรมการ บตท.กล่าวว่า ในการประชุมมีการหารือกัน 3 ประเด็น คือ การแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการผู้จัดการบตท.คนใหม่ แผนดำเนินธุรกิจของบตท.ในอนาคต และความคืบหน้าในคดีทุจริตบตท.

         ที่ประชุมได้รับทราบและอนุมัติการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการผู้จัดการบตท.คนใหม่ ที่มี นางเบญจา หลุยเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา จะมีการประกาศรับสมัครในช่วง วันที่ 23 มกราคม - 3 กุมภาพันธ์ 2549 คาดว่าจะสามารถสรรหาได้แล้วเสร็จในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2549 ซึ่งการสรรหาในครั้งนี้ ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ด้วยการกำหนดให้มีประสบการณ์ด้านการเงินมาไม่น้อยกว่า 15 ปี และต้องไม่มีประวัติเกี่ยวเนื่องกันกับการกระทำความผิดใดๆ เพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตดังเช่นที่ผ่านมา

         -ยันไม่ยุบทิ้งบตท.แต่ปรับบทบาท

         สำหรับ แผนการดำเนินธุรกิจของบตท.ในอนาคต ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่จะมีการนำข้อเสนอของสศค.และคณะกรรมการบริหารของบตท.ไปใช้ในการจัดทำแผนด้วย ซึ่งทุกฝ่ายยังคงเห็นพ้องกันว่า บตท.ยังคงมีความจำเป็นต้องเป็นหน่วยงานที่ช่วยในการพัฒนาตลาดตราสารประเภทนี้อยู่ (ซิเคียวริไทเซชัน) แต่จำเป็นต้องมีการปรับบทบาทให้เป็นเสมือนกับนักดับเพลิง ที่เข้าไปช่วยรองรับความเดือดร้อนในกรณีที่มีไฟไหม้ และมีการขยายขอบข่ายการทำธุรกิจให้เพิ่มมากขึ้น

         "ยกตัวอย่าง ในปี 2549 ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)จะมีการทำซิเคียวริไทเซชันจำนวนหลายหมื่นล้านบาท หรือกรณีที่การเคหะมีโครงการบ้านเอื้ออาทร ทางบตท.ก็สามารถจะเข้าไปร่วมสนับสนุนในเรื่องนี้ได้"

         -ตั้ง 2 ทีมเฉพาะกิจติดตามคดีทุจริต

         ดร.นริศ กล่าวถึงประเด็นความคืบหน้าในคดีทุจริตบตท.ว่า ทางคณะกรรมการบตท.มีมติให้ตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมา 2 ชุด ประกอบด้วย ทีมเฉพาะกิจเรื่องการฟ้องร้องและดำเนินคดี มีตัวแทนจากสำนักงานอัยการสูงสุดเข้ามาช่วยดำเนินการร่วมกับ นายอุดม หอมจำปา กรรมการบตท. ในเรื่องการพิจารณาด้านเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อทำเป็นสำนวนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในคดีแพ่ง และเอาผิดในคดีอาญา โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2549 นี้

         อีกทีมหนึ่ง คือ ทีมเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาหนี้เอ็นพีแอลทั้งหมดของบตท. มีนายวสันต์ เทียนหอม ประธานบริหารบตท. เป็นหัวหน้าทีม โดยขณะนี้บตท.มีเอ็นพีแอลทั้งหมดประมาณ 1,500 ล้านบาท จากสินทรัพย์ทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 5,000 ล้านบาท

         นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้า นายไชยยศ สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรัฐมนตรีที่เป็นผู้กำกับดูแลบตท. จะมีการแถลงถึงความคืบหน้าในการดำเนินการทางคดีกับ โครงการเอกสยามและโครงการบ้านพนารีอีกครั้งหนึ่ง

         -บิ๊กพร็อพเพอร์ตี้ฯแจงลูกค้ากู้จากบตท.

         นอกจากนี้ หลังจากที่"ฐานเศรษฐกิจ"ได้เสนอความคืบหน้ากรณีทุจริตการปล่อยสินเชื่อในโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัย 30 ปีของ บตท. ว่า มีบางโครงการที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯนั้นมีลักษณะการอำนวยสินเชื่อในลักษณะเดียวกับ 2 โครงการที่มีปัญหาคือ โครงการบ้านเอกสยามและโครงการพนารีนั้น โดยมีการกล่าวอ้างถึงโครงการที่

         "ฐานเศรษฐกิจ"ได้สอบถามไปยังนายชายนิด โง้วศิริมณี ประธานกรรมการบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทจัดให้มีบริการอำนวยสินเชื่อให้ลูกค้าแต่ละโครงการโดยผ่านสถาบันการเงินหลายแห่ง ในส่วนของบตท.นั้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้ลูกค้าขอสินเชื่อโดยเฉพาะโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัย 30ปี แต่รายละเอียดจำนวนลูกค้านั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานกับเจ้าหน้าที่

         ทั้งนี้ ในปี 2547 ลูกค้าของบริษัทหลายรายนิยมใช้บริการสินเชื่อในโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัย 30 ปี เนื่องจากเป็นโครงการที่คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 2% แต่ในปีถัดมาความนิยมก็ลดลง เพราะปกติทางบริษัทโดยฝ่ายโอนกรรมสิทธิ์จะเตรียมเอกสารให้ลูกค้าเสนอขอสินเชื่ออย่างน้อย 3 สถาบันการเงิน ซึ่งในปี 2548 บริษัทก็ได้ร่วมจัดแคมเปญอัตราดอกเบี้ยพิเศษให้กับลูกค้า เช่น ร่วมธนาคารทหารไทย ธนาคารนครหลวงไทย ซึ่งนอกจากจะได้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัย 30 ปีแล้ว ทางธนาคารดังกล่าวยังให้วงเงินสินเชื่อสูงถึง 95%

         อย่างไรก็ตาม วงเงินที่ใช้ประมาณ 800 ล้านบาทในระยะเกือบ 3 ปีเฉลี่ยปีละ 200 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นบ้านระดับราคา 4-5 ล้านบาทซึ่งเป็นลูกค้าขนาดเล็ก แต่ปัจจุบันทางบริษัทไม่ได้สอบถามถึงสถานภาพของลูกค้าแต่ละราย

         -แบล็กลิสต์ 'บีซีเอ'บกพร่องร้ายแรง

         เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2548 บริษัท บีซีเอ ประเมินราคา จำกัด เป็นบริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)สั่งเพิกถอนการให้ความเห็นชอบ ในการเป็นบริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับความเห็นชอบจากก.ล.ต. เป็นเวลา 2 ปี เนื่องจากพบข้อบกพร่องอย่างร้ายแรงในการปฏิบัติหน้าที่

         ทั้งนี้ ก.ล.ต.ตรวจพบว่า บีซีเอได้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินสูงกว่าราคาตลาดอย่างมาก รวมทั้งประเมินราคาค่าก่อสร้างสูงกว่าราคามาตรฐานที่สมาคมวิชาชีพกำหนดอย่างมาก โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนมูลค่าประเมินดังกล่าว และบีซีเอยอมรับว่าได้มีการแก้ไขมูลค่าประเมินในรายงานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินให้สูงขึ้นจากมูลค่าที่เคยประเมินไว้เดิม ประกอบกับบีซีเอเคยมีประวัติการประเมินมูลค่าทรัพย์สินไม่เป็นไปตามมาตรฐานจรรยาบรรณวิชาชีพ ซึ่งเคยถูก ก.ล.ต.กำชับมาแล้วในอดีต

         ทั้งนี้ ก.ล.ต. เห็นว่าพฤติกรรมข้างต้นนอกจากแสดงถึงการประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานจรรยาบรรณทางวิชาชีพแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าบีซีเอขาดการควบคุมภายในที่ดี ความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต เข้าข่ายไม่ปฏิบัติตามข้อ 12 แห่งประกาศที่ อจ.22/2543 เรื่องการให้ความเห็นชอบบริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2543 และขาดคุณสมบัติตามนัยข้อ 5(2)แห่งประกาศดังกล่าว

         นอกจากนี้ จากที่มีกระแสข่าวว่า บริษัทบีซีเอ ประเมินราคา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประเมินราคาเพียงรายเดียวที่ทำหน้าที่ประเมินราคาของบตท. และมีกระแสข่าวว่าเกี่ยวโยงกับ ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงการคลังนั้น ต่อเรื่องดังกล่าว ดร.รุ่งเรืองได้กล่าวปฏิเสธว่า

         "รู้สึกแปลกใจที่จู่ๆมีชื่อถูกนำไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตในบตท. ทั้งๆที่ตนเองไม่เคยเกี่ยวข้องกับบริษัทประเมินราคาดังกล่าว อีกทั้งที่ผ่านมาตนเองไม่เคยประกอบธุรกิจประเมินราคาแต่อย่างใด และเท่าที่ทราบในขณะนี้บริษัทแห่งนี้ถูกขึ้นแบล็กลิสต์ไว้แล้ว " 
Area Trebs FIABCI
 
10 ถนน.นนทรี กรุงเทพมหานคร 10120 โทรศัพท์:66 2295 3171: โทรสาร: 66 2295 3994 Email: info@thaiappraisal.org   สถานที่ตั้ง: แผนที่