สมมติให้มีอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งบนถนนสีลมใจกลางศูนย์ธุรกิจของเมืองไทย มีขนาดพื้นที่ใช้สอยสุทธิ ๒๐,๐๐๐ ตารางเมตรสร้างบนเนื้อที่ ๒ ไร่ ถ้าเมื่อปี ๒๕๓๓ ขายได้เป็นเงิน ๑,๒๐๐ ล้านบาท บัดนี้เหลือเพียง ๗๐๐ ล้านบาท มูลค่าจะลดลงเป็นเงินดอลลาร์เหลือเพียง ๓๓% หรือลดราคาลงสองในสามเลยทีเดียว แล้วอย่างนี้จะให้ลดลงอีกเท่าไหร่จึงจะสาสม การพูดไม่สร้างสรรค์เช่นนี้ บั่นทอนภาพพจน์ และแทบจะทำให้เมืองไทยเราดูไร้ค่าเสียจริง ๆ
ทีนี้มาดูต้นทุนค่าก่อสร้าง
ก. ค่าก่อสร้างพื้นที่สุทธิ ๒๐,๐๐๐ ตรม. ต้องสร้างประมาณ ๓๒,๐๐๐ ตรม.เผื่อเป็นพื้นที่ส่วนกลางและที่จอดรถ ถ้าคิดค่าก่อสร้างเฉลี่ย ๑๕,๐๐๐ บาท/ตรม ก็จะเป็นเงิน ๔๘๐ ล้านบาท
ข. ค่าที่ดิน ๒ ไร่ ๆ ละ ๑๔๐ ล้านบาท รวม ๒๘๐ ล้านบาท (๓๕๐,๐๐๐ บาท/ตรว. - ที่จะขาย "เว่อร์ ๆ" ตรว.ละ ๕-๗๐๐,๐๐๐ บาท...ฝันไปเถอะ)
ค. รวมต้นทุนเบื้องต้นตามข้อ ก และ ข ข้างต้นเป็นเงิน ๗๖๐ ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า ณ วันนี้ราคาขายยังต่ำกว่าต้นทุนเสียอีก (ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าดำเนินการและกำไร) ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำราคาขายอาจต่ำกว่าต้นทุนบ้าง แต่จะให้ต่ำกว่ามาก ๆ คงผิดธรรมดา แต่การนี้ก็มีเหมือนกัน เช่นที่เลบานอน ซาราเยโว กินชาซ่า ซึ่งมีการรบพุ่งกันทุกวัน และไม่มีใครซื้ออสังหาริมทรัพย์กันแล้ว
เมืองไทยของเรา ไม่ได้วิบัติปานนั้น เมืองไทยเรามีข้าว มีน้ำ พออยูพอกินกันได้ตามสมควร มากดราคากันอย่างนี้ มา "ใส่สูทผูกไทปล้น" กันอย่างนี้...ไม่ได้
๓. ที่ว่าให้แก้กฎหมายให้ต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ กระผมขอบอกว่า ที่จะให้ซื้อที่ดินนั้นไม่ได้ จะให้เช่า ๙๙ ปีเหมือนฮ่องกงก็ไม่ได้ วันหน้าอนุชนเราจะมาก่นด่าโครตเหง้าและตัวเรา หรือว่าถือว่าตายพ้นทุกข์แล้วไม่รู้สึก จะให้เกิดรอยด่างในประวัติศาสตร์เช่นเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้วที่เซี่ยงไฮ้หรืออย่างไร ณ เวลานั้น ที่หน้าเขตเช่าต่างชาติได้ติดประกาศว่า "หมาและคนจีนห้ามเข้า" อยากเห็นเช่นนี้หรือ
ถ้าเราเป็นนายหน้ามืออาชีพ จะส่งเสริมให้ต่างชาติมาซื้ออสังหาริมทรัพย์บ้านเรา ก็จงโปรดชี้แจง-อธิบายให้เขาเข้าใจซี่ว่า เดี๋ยวนี้เราอนุญาตให้ต่างชาติถือครองห้องชุดถึง ๔๙% แล้ว ถ้ามาลงทุนบ้านเราก็ซื้อที่ดินได้แล้ว ทั้งในและนอกนิคม ราคาอสังหาริมทรัพย์ก็ถูกกว่าเดิมจริง ๆ มาซื้อเถอะ อย่าไปเล็งซื้อแบบกดราคากันนักเลย ใช้ความเป็นมืออาชีพแบบนายหน้าก่อประโยชน์แก่เมืองไทยที่คุ้มกะลาหัวอยู่เสียบ้าง ไม่ใช่จะมุ่ง "ประเคน" ให้ต่างชาติอย่างหมดตัวอย่างเดียว
จะไม่ให้เข้าใจว่ามีเจตนาฉ้อฉลได้อย่างไร เมื่อปี ๒๕๓๐ ขณะอสังหาริมทรัพย์กำลัง "บูม" ต่างชาติไม่มีสิทธิซื้อ ก็ยังแห่มาซื้อมากมายในนามคนไทยขายชาติ พอปี ๒๕๓๔ ภาวะเริ่มตกต่ำ เราให้ต่างชาติซื้อห้องชุดได้ ๔๐% ก็ไม่มีใครซื้อ พวกเขาพากันขายไปหมด ต่อมาขยับให้ถือครอบได้ถึง ๔๙% ก็ยังเฉย จะให้ได้ ๑๐๐% ก็จะกดราคาอีก อย่างนี้ไม่ให้เรียกนักลงทุนต่างชาติเหล่านี้ว่า "อีแร้งรอทึ้งศพ" หรือ
ถ้าเราให้ต่างชาติถือครองทีดินได้ง่าย ๆ วันหน้าเมื่อเศรษฐกิจดี ราคาที่ดินจะ "บูม" คนไทยเองก็จะไม่มีเงินซื้อ หรือต้องซื้อต่อในราคาแพง ตึกสูงแทบทุกตึกแหงนคอขึ้นไปก็พบว่าเป็นของต่างชาติทั้งนั้น นี่กำลังจะเกิดขึ้นจริงเพราะวันนี้เรา "ขลาดเขลา" และกำลังจะทูนหัวให้ต่างชาติไปหมดแล้ว วันหน้าเมืองไทยอาจมีโอกาสเหมือนอาฟริกาใต้ ซึ่งคนขาวปกครองคนดำนับร้อย ๆ ปีกว่าจะได้เอกราช
พวกนายหน้าต่างชาติพวกนี้ชอบเอาจุดเล็ก ๆ น่ารัก ๆ มาอ้าง เช่นว่า คนไทยแต่งงานกับคนต่างชาติแล้วซื้อบ้านไม่ได้..น่าเห็นใจ คนต่างชาติอยู่เมืองไทยมานาน รักเมืองไทย แต่ไม่มีโอกาสซื้อ..น่าสงสาร เรื่องเล็ก ๆ อย่างนี้เราแก้ไขให้ได้ แต่ที่สำคัญ ถ้าใครรักเมืองไทยเท่าอาจารย์ศิลป พีระศรี โดยแปลงสัญชาติเป็นไทย ก็มาซื้อซี่ครับ แต่เดิมมาต่างชาติไม่สามารถถือครองอสังหาริมทรัพย์บ้านเราได้ ก็ยังมาทำธุรกิจแล้วเจริญรุ่งเรืองมากมาย วันนี้กลับได้คืบเอาศอก น่าละอายยิ่งนัก
เมื่อครั้งอสังหาริมทรัพย์ถึงคราวตำต่ำช่วงปี ๒๕๒๖-๒๕๒๘ ไม่เห็นเราต้องอาศัยต่างชาติมากขนาดนี้ หรือว่าเมืองไทยเรายิ่งพัฒนา ยิ่งต้องศิโรราบกับต่างชาติมากขึ้น ชนชั้นนำในเมืองไทยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องไม่ขลาดเขลา ต้องไม่เห็น "ขี้ฝรั่งหอม" อย่างเด็ดขาด สื่อมวลชนต้องช่วยให้ความสว่างแก่ประชาชน
คนที่ "กร่าง"มาก ๆ เอาชาติไทยเป็นที่ลองวิชา หรือกระทำธุรกิจด้วยละโมบ ปล่อยให้คนไทยส่วนใหญ่เดือดร้อนไปทั่ว สมควรพิจารณาตัวเองละสังขารไปเลย หนี้จะได้ไม่ตกแก่คนไทยตาดำ ๆ และอย่าลืมบริจาคซากเป็น "อาจารย์ใหญ่" ให้นักศึกษาแพทย์ไว้ศึกษาด้วย เผื่อจะเป็นบุญของตนเองบ้าง
"ชาติของเรา เป็นไทยอยู่ได้ จนถึงตัวเราคนหนึ่งนี้ ก็เพราะบรรพบุรุษของเราได้เอาเลือด เอาเนื้อ เอาชีวิตและความลำบากยากเข็ญ เข้าแลกไว้ เราต้องรักษาชาติ เราต้องบำรุงชาติ เราต้องสละชีพเพื่อชาติ"... ท่องจำมาสมัยเรียน รด.ปี ๒๕๑๙