|
กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
นายสุทธิศักดิ์ ภัทรมานะวงศ์
นิติกร 8ว สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า
คุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อภาวะการดำรงชีวิตของมนุษย์
สัตว์ และพืช ดังนั้น หากเมื่อใดที่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้น
ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างต่อสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อมนุษย์
ซึ่งโดยส่วนใหญ่ผู้ที่อยู่ใกล้แหล่งที่เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมย่อมได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ที่อยู่ห่างไกลออกไป
การเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมก่อให้เกิดความเสียหายมากน้อยแตกต่างกัน
สุดแท้แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเพียงใด
เช่น ปล่อยน้ำทิ้งลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ โรงงานพลังปรมาณูระเบิด
เป็นต้น การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการแก้ไขและฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้กลับมาดีเหมือนเดิม
ปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ บางครั้งอาจเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
เช่น ไฟป่า และบ่อยครั้งที่เกิดขึ้น โดยมีน้ำมือของมนุษย์
เช่น การระบายน้ำทิ้งลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ปัญหาสิ่งแวดล้อมในไทยเกิดขึ้นมาก
ในช่วงที่ประเทศเริ่มพัฒนา อาจกล่าวได้ว่าประเทศมีการพัฒนามากเท่าใด
เช่น การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์
เป็นต้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย
1)
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
พ.ศ. 2535
2) ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการของส่วนราชการ
รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฉบับที่
2 (พ.ศ. 2535) ลงวันที่ 9 กันยายน 2535
3) ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการของส่วนราชการ
รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฉบับที่
3 (พ.ศ. 2539) ลงวันที่ 22 มกราคม 2539
4) ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการระเบียบปฏิบัติ และแนวทางในการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535) ลงวันที่ 9 กันยายน 2535
5) ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการระเบียบปฏิบัติ และแนวทางในการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2539) ลงวันที่ 22 มกราคม 2539
การส่งเสริม
กฎหมายสิ่งแวดล้อมเป็นมาตรการอย่างหนึ่งในการส่งเสริมให้มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมในทางที่ดีจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
เมื่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมดีย่อมทำให้บุคคลที่อยู่ในพื้นที่นั้นและบริเวณใกล้เคียงมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัยอันเกิดจากสิ่งแวดล้อม
ทำให้การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีคุณภาพ ก้าวหน้าและเป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วม
ผลกระทบ
การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ย่อมก่อให้เกิดปัญหาในด้านการจราจร
น้ำเสีย ฝุ่นละออง เสียง ขยะมูลฝอย การใช้ที่ดิน
และทัศนียภาพ
อุปสรรค
- ทำให้เสียเวลาที่ต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและต้องรอจนกว่า
คณะกรรมการผู้ชำนาญการจะพิจารณาให้ความเห็นชอบในรายงานนั้น
- ทำให้ต้นทุนในการลงทุนสูงขึ้น
แนวทางแก้ไข
- การทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมต้องมีคุณภาพและจัดทำโดยนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้มีสิทธิในการทำรายงาน
- การพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ให้รวดเร็วขึ้น
- การติดตามตรวจสอบหลังจากรายงานดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญจากแล้ว
เมื่อให้มีการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
นายประสงค์ เอาฬาร
นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร
สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องจำเป็นที่มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวกับสภาพบ้านเมือง
สังคม สิ่งแวดล้อม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องคงสภาพให้อยู่ยาวนาน
ซึ่งกฎหมายมีความเกี่ยวข้องกับหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจต่าง
ๆ พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม หมู่บ้าน สิ่งเหล่านี้ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายสิ่งแวดล้อม
ซึ่งมีประเด็นสำคัญ
ๆ อยู่ 4 ประเด็นที่จะต้องพิจารณากันก่อน
1. ศึกษาและสำรวจสภาพปัญหาสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น
ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา เกิดจากสภาพแวดล้อมที่แย่ลง เราเองต้องทำการศึกษาถึงปัญหาว่าเกิดขึ้นอย่างไร
หรือมีสาเหตุเกิดจากอะไร หรืออาจจะต้องมีมาตรการ นโยบายที่ใช้แก้ไขในอนาคต เช่น
ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ชุมชน ขาดการดูแลสิ่งแวดล้อม น่าจะมีการทำรายงานถึงผลกระทบ
เพื่อเราจะทราบถึงแหล่งของปัญหา ตัวอย่างในจังหวัดสมุทรปราการ มีโรงงานมาก เรื่องน้ำเสีย
2. จัดลำดับความสำคัญที่ต้องแก้ไข
ปัญหาที่ร้ายแรงและเร่งด่วนต้องทำการแก้ไขก่อน เนื่องจากบุคลากรและทรัพยากรที่มีไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาทุกอย่างพร้อมทั้งต้องปัองกันปัญหาในด้วยในระยะเวลาอันสั้น
อันนี้ก็จะกลายเป็นภาพเชิงนโยบายว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อม มลภาวะ น้ำเสีย ไม่ดี การจราจร
ท่อไอเสีย หรือการทิ้งขยะ เกิดจากอะไร และนำมาจัดลำดับความสำคัญ เพื่อให้ได้รับการแก้ไขเราจึงต้องมีการจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
ทุกคนที่เกี่ยวข้องจึงต้องรับทราบถึงปัญหาและจะได้ระมัดระวังและหาวิธีป้องกันในส่วนที่ตนต้องรับผิดชอบ
ทำให้กลายเป็นรูปธรรมมากขึ้น
3. หลักการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
เป็นการศึกษาผลกระทบของกิจกรรมอันอาจส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ทั้งในและนอกโครงการที่ท่านทำ
ทั้งในลักษณะผลกระทบที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ในธรรมชาติและรอบตัวมนุษย์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ดังนั้น การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะต้องทำการศึกษาหลายด้าน เช่น พืช สัตว์
ดิน น้ำ อากาศ อนามัยของมนุษย์ การสร้างงานและอื่น ๆ ต้องมีประเด็นและระดับการศึกษาที่แตกต่างกันไปอยู่กับลักษณะและที่ตั้งของโครงการ
การจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม การทางเทคนิค ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการคาดการณ์เปลี่ยนแปลงอันอาจจะเกิดขึ้นบนหลักการทางวิชาการ
จะต้องมีนโยบายและมาตรการรักษาสิ่งแวดล้อม การทำธุรกิจก็จะมีระดับปัญหาที่แตกต่างกัน
4. ความเป็นธรรม ในกรณีรายงานที่ต้องทำเสนอ
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อคณะกรรมการ เป็นโครงการของรัฐและโครงการของเอกชน ใช้มาตรฐานเดียวกัน
แต่ในความเป็นจริงเป็นดังนั้นหรือไม่ เช่น โครงการบ้านจัดสรร ที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นโครงการของเอกชน
อย่างสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรอาคารชุดไทย สมาชิกของสมาคมเรายื่นจัดสรรอยู่แล้ว ก็จะมีมาตรการต่าง
ๆ ของกฎหมายในส่วนของสิ่งแวดล้อมด้วย โครงการของรัฐ เช่น การเคหะ ซึ่งอาจจะมีความเลื่อมล้ำกันในการผ่อนปรนที่ต่างกัน
นายอธิป พีชานนท์
นายกสมาคมอาคารชุดไทย
กรณีในภาคปฏิบัติของกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการไม่ได้แก้ปัญหาให้ตรงประเด็นหรือถูกที่
เพียงแต่แก้ไขเป็นจุด ๆ การแก้ไขต้องแก้ตั้งแต่ระบบผังเมือง
ซึ่งกระทรวงที่เกี่ยวข้องควรวางนโยบาย ปัจจุบันการขออนุญาตจัดสรรที่เดียวต้องยื่นถึง
22 หน่วยงาน ทำให้เกิดการซับซ้อนของระบบงาน ถ้ามองในภาพของผังเมืองเป็นเรื่องของมหภาค
และส่วนของแต่ละโครงการเป็นจุลภาค และให้มองผังเมืองของโครงการแต่ละโครงการว่าดีกว่าผังเมืองกรุงเทพ
เพราะมันมีกฎของการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะต้องการขายสิ่งของของตน
ร่วมถึงมี พรบ.จัดสรรการควบคุมอาคาร ผังเมือง
ข้อบัญญัติ กทม. ซึ่งแสดงรายละเอียดของการทำสิ่งต่าง
ๆ ไว้ และน่าจะนำมาทำเป็นนโยบาย ปัจจุบันการขออนุมัติค่อนข้างใช้เวลานาน
ส่วนใหญ่นานเกินกว่า 6 เดือน ทำให้เกิดปัญหาความล่าช้าทำให้เกิดผลกระทบกับหลาย
ๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร ผู้รับเหมาที่ระหว่างการดำเนินงาน
ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น
กรณีกฎหมายซ้ำซ้อน บางครั้งกฎหมายที่ออกมามีหลายตัว
แต่วัตถุประสงค์ที่ออกมานั้นคล้าย ๆ กัน ทั้ง ๆ ที่สามารถสรุปได้เป็นประเด็นเดียวกัน
ทำให้เกิดความยุ่งยาก ในการพิจารณา ซึ่งทางสมาคม 3 สมาคม กำลังทำการปรึกษากันว่าให้การบริการเบ็ดเสร็จในจุดเดียว
เพื่อประโยชน์ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป
กรณีขนาดกับจำนวน เรื่องของอาคารชุด
ซึ่งเราได้กำหนดไว้ 80 ยูนิตขึ้นไป แต่ไม่ได้กำหนดขนาด จะมีโครงการ 79 ยูนิต แต่พื้นที่
10,000-20,000 ตารางเมตร แต่ในขณะที่ 80 ยูนิต ซึ่งมี ขนาดต่อยูนิตเพียง 28 ตารางเมตร
ถ้ามารวมกันแล้วได้ประมาณพันกว่า แต่กลับต้องส่งให้ สวล.
การพิจารณาสิ่งแวดล้อมต่อความถูกต้องของกฎหมาย
โครงการที่ทำนอกกฎหมาย และโครงการที่สร้างขึ้นเอง ตัวอย่าง ซอย มีโครงการถูกต้อง
30% และโครงการไม่ถูกต้องอีก 70% แต่กลับคุมโครงการที่ถูกต้อง และสภาพแวดล้อมจะดีได้อย่างไร
ถ้าคุมบางโครงการและปล่อยบางโครงการ ก็คงไม่เป็นผลดีที่สุดในการดูแลสิ่งแวดล้อม
ควรใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด
นายกฤษดารักษ์ แพรัตกุล
เลขานุการ ชมรมนักวิชาการและที่ปรึกษาสิ่งแวดล้อม
1.
ปัจจัยสำคัญของการพิจารณาลงทุนในจังหวัดภูเก็ต
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
พ.ศ. 2535 ได้ระบุถึงการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือที่รู้จักกันในชื่อ "EIA" ซึ่งได้มีการกำหนดสาระสำคัญไว้ในมาตรา
46 ถึงมาตรา 51 อันเป็นที่มาของประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
เรื่อง กำหนดประเภทและขนาดของโครงการ หรือกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
2 ฉบับ ในปี พ.ศ. 2535 และแก้ไขเพิ่มเติมอีก 1 ฉบับ ในปี พ.ศ. 2539 โดยทั้ง 3 ฉบับจะประกาศควบคู่ไปกับประกาศกระทรวงฯ
เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ซึ่งเมื่อนับรวมถึงปัจจุบันมีโครงการหรือกิจการที่จะต้องจัดทำรายงาน EIA รวมทั้งสิ้น
22 ประเภท โดยในส่วนนี้จะมีโครงการหรือกิจการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างน้อย
3 ประเภท ได้แก่
1)
การจัดสรรที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยหรือเพื่อประกอบการพาณิชย์
2) โรงแรมหรือสถานที่พักตากอากาศ
3) อาคารอยู่อาศัยรวมตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร
ส่วนขนาดของโครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงาน
EIA ในแต่ละประเภทดังกล่าวนั้น กำหนดการจัดสรรที่ดินเฉพาะขนาดที่มีจำนวนแปลงย่อยตั้งแต่
500 แปลงขึ้นไป หรือเนื้อที่เกินกว่า 100 ไร่
ในขณะที่โรงแรมกับอาคารอยู่อาศัยรวมกำหนดเฉพาะขนาดที่มีจำนวนห้องพักตั้งแต่
80 ห้องขึ้นไป
ส่วนขั้นตอนการนำเสนอรายงาน
EIA ต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กำหนดให้โครงการจัดสรรที่ดินเสนอรายงานในขั้นขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน
ในขณะที่โรงแรมกับอาคารอยู่อาศัยรวมกำหนดให้เสนอรายงานฯ ในขั้นขออนุญาตก่อสร้างตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร
ดังนั้นตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงต้องมีการกำหนดแผนงานเพิ่มเติมสำหรับโครงการหรือ
กิจการที่มีขนาดเข้าข่าย หรือมีขนาดขยายเพิ่มขึ้นจนเข้าข่ายต้องจัดทำรายงาน EIA
ตามรายละเอียดข้างต้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ยังพบว่ามีปัญหาและอุปสรรคในหลายส่วนจนบางครั้งส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการพิจารณารายงานฯ
อันเป็นผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่นับวันจะมีการแข่งขันสูงขึ้น
โดยก่อนที่จะทราบถึงประเด็นปัญหาอุปสรรคที่มีผลต่อการพิจารณารายงานฯ จำเป็นต้องทราบถึงกระบวนการในการพิจารณารายงาน
EIA ก่อนว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร กล่าวคือ กระบวนการ EIA ประกอบไปด้วยคณะบุคคล 4
กลุ่ม ได้แก่
1) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
2) บริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม
3) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(สผ.)
4) คณะกรรมการผู้ชำนาญการด้านโครงการที่พักอาศัย
บริการชุมชนและสถานที่พักตากอากาศ (คชก.)
โดยทั้ง
4 กลุ่ม จะมีความสัมพันธ์กันทั้งแนวดิ่งและในแนวราบต่อกัน
กล่าวคือ ในแนวดิ่งแต่ละกลุ่มจะต้องมีการส่งผ่านข้อมูลกันภายในกลุ่ม
เช่น บริษัทที่ปรึกษาก็จะประกอบไปด้วยกลุ่มนักวิชาการรายสาขาต่างๆ
จนถึงผู้ชำนาญการของบริษัท กลุ่มนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะประกอบไปด้วย
สถาปนิกและวิศวกรในด้านต่างๆ ตลอดจนรวมถึงผู้พัฒนาโครงการ
สผ. จะประกอบไปด้วยกลุ่มงานที่ต้องอ่านและสรุปรายงานฯ
ตลอดจนรวมถึงกลไกในการส่งผ่านหนังสือราชการ คชก.
จะประกอบไปด้วยฝ่ายเลขาฯ และกรรมการ ทั้งที่เป็นผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิ
ส่วนในแนวราบจะต้องมีการประชุมปรึกษาหารือร่วมกัน
ทั้งนี้เพื่อการนำเสนอข้อมูล การรับฟังข้อคิดเห็น
และการชี้แจงข้อเท็จจริง อันจะนำไปสู่การกำหนดมาตรการต่างๆ
ที่เห็นพ้องต้องกันในทุกฝ่าย ซึ่งทั้งหมดก็คือกลไกการทำงาน
(Function) ในส่วนของ EIA
| หมายเหตุ: |
สผ. : |
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม |
| |
คชก. : |
คณะกรรมการผู้ชำนาญการด้านโครงการที่พักอาศัย
บริการชุมชน |
| |
|
และสถานที่พักตากอากาศ |
ส่วนโครงสร้าง
(Structure) ของ EIA โดยสังเขปจะประกอบไปด้วยส่วนหลัก
5 ส่วน ได้แก่
1)
รายละเอียดโครงการ เป็นส่วนที่จะระบุถึงโครงสร้างที่เป็นตัวอาคารต่างๆ
ตลอดจนรวมถึงกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นจากโครงการ
2) ที่ตั้งโครงการ
เป็นส่วนที่จะระบุถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ตั้งโครงการ และบริเวณใกล้เคียงที่อาจได้รับผลกระทบ
ตลอดจนรวมถึงศักยภาพของพื้นที่นั้นๆ ในการรองรับการพัฒนาของโครงการ
3) ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
เป็นการประเมินผลกระทบที่เกิดจาก 1) เมื่อต้องตั้งในพื้นที่ 2) ทั้งที่เป็นผลกระทบในระหว่างการก่อสร้างและผลกระทบที่เกิดจากการเปิดดำเนินการ
4) มาตรการลดผลกระทบ
เป็นการกำหนดวิธีปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในอันที่จะลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงการให้เหลือน้อยที่สุดในรูปแบบของแผนปฏิบัติการ
(Action Plan)
5) มาตรการติดตามตรวจสอบ
เป็นกาปรระเมินถึงประสิทธิภาพของมาตรการในข้อ 4) โดยพิจารณาจากดัชนีชี้วัดทางด้านสิ่งแวดล้อมว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด
ซึ่งอาจต้องมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงมาตรการลดผลกระทบใหม่ตามความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละกรณี
ดังนั้นจึงเป็นกลไกที่ต้องมีความต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ก่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด
หรือที่เรียกว่าการพัฒนาแบบยั่งยืน
ซึ่งเมื่อทราบถึงกลไกการทำงาน
(Function) และโครงสร้าง (Structure) ของ EIA แล้วจะเห็นได้ว่าถ้าจุดใดจุดหนึ่งในกระบวนการมีความล่าช้าจะส่งผลกระทบถึงระยะเวลาในการพิจารณารายงาน
EIA อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นในแต่ละภาคส่วนจึงมีความจำเป็นต้องหาทางลดหรือขจัดปัญหาอุปสรรคของแต่ละกลุ่ม
เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในส่วนของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็น
1/4 ของกลไกดังกล่าวสามารถรวบรวมประเด็นปัญหาพร้อมแนวทางแก้ไขได้ดังนี้
(1) ปัญหาทัศนคติต่อการทำ
EIA: ที่ผ่านมานักพัฒนาฯ บางส่วนยังมองว่า EIA เป็นเพียงเอกสารชุดหนึ่งที่ได้มาเพื่อประกอบการขออนุญาตจากหน่วยงานต่างๆ
ที่เกี่ยวข้อง จึงมิได้ให้ความสำคัญต่อกระบวนการทำ EIA จนทำให้บางครั้งขาดมิติของการมีส่วนร่วม
คำถามส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่เมื่อไหร่รายงานฯ จะผ่านความเห็นชอบมากกว่าคำถามที่ว่าผลกระทบที่เกิดจากโครงการมีอะไรบ้าง
แล้วควรจะมีมาตรการแก้ไขอย่างไร
แนวทางแก้ไข: ต้องสร้างความเข้าใจว่า
EIA เป็นกระบวนการที่ต้องมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน รวมทั้งเป็นกระบวนการที่มีการพิจารณาอย่างบูรณาการ
ทั้งในแง่ของความเหมาะสมของโครงการ ศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับการพัฒนาและผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม
รวมทั้งการเสนอมาตรการในการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในส่วนนี้นับได้ว่าเป็นส่วนสำคัญของรายงาน
EIA ดังนั้นการทำ EIA ย่อมจะส่งผลดีในแง่ของการบริหารจัดการโครงการนั้นๆ อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต
(2) ปัญหาความเข้าใจใน
EIA: เนื่องจากต้องมีคณะบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องพร้อมๆ กันในทุกฝ่าย รวมทั้งจะมีหลากหลายความคิดเห็นซึ่งอาจส่งผลไปถึงการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ
รวมไปถึงการออกแบบทางวิศวกรรมเพิ่มเติม ซึ่งอาจทำให้ผลกระทบต่อโครงสร้างในส่วนอื่นๆ
ทั้งที่เป็นตัวโครงสร้างอาคารและอาจรวมไปถึงโครงสร้างทางการตลาด ส่งผลให้เกิดความล่าช้าที่มีสาเหตุมาจากการต้องทบทวนรายละเอียดโครงการใหม่
แนวทางแก้ไข
: ควรจัดหาบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมในโครงการพัฒนาตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก
ซึ่งนอกจากจะเป็นการลดปัญหาการเสียเวลาในการทบทวนรายละเอียดโครงการใหม่แล้วจะส่งผลดีต่อการพัฒนาโครงการทำให้มีมุมมองในแง่ของการอนุรักษ์ควบคู่ไปกับการพัฒนา
เนื่องจากที่ผ่านมาบางครั้งบริษัทที่ปรึกษาจะเข้าร่วมภายหลังจากที่สถาปนิกและวิศวกรออกแบบแล้วเสร็จ
หรือบางโครงการอยู่ในขั้นเตรียมพร้อมสำหรับการก่อสร้างแล้ว
(3) ปัญหาการละเลยต่อการปฏิบัติตามมาตรการ
: เมื่อรายงาน EIA ได้รับความเห็นชอบแล้วจะมีมาตรการต่างๆ ที่ทางผู้ประกอบการหรือผู้รับผิดชอบจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข
รวมไปถึงการที่จะต้องส่งผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายหลังการเปิดดำเนินการ
ซึ่งที่ผ่านมาหลายส่วนได้ละเลยที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านั้น ประกอบกับปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ส่งผลให้เกิดกลไกการกำกับดูแลที่มีความเข้มงวด รัดกุม และต้องให้เป็นที่ยอมรับในทุกฝ่ายโดยเฉพาะในส่วนของภาคประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการ
แนวทางแก้ไข
: นักพัฒนาโครงการจะต้องเข้มงวดกับการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงไว้กับทางราชการอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเกิดความมั่นใจ
โดยเฉพาะในส่วนของการส่งผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมซึ่งจะเป็นผลดีโดยตรงต่อโครงการ
เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวจะเป็นข้อมูลทางวิชาการที่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ในกรณีที่เกิดข้อร้องเรียนต่างๆ
ขึ้น รวมไปถึงยังเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของโครงการที่มีต่อหน่วยงานทางด้านสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ภายใต้การพัฒนาของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ
ท่านสามารถเปิดเว็บไซด์ www.onep.go.th
|