Eng
ไทย
เกี่ยวกับมูลนิธิ
หลักการและจรรยาบรรณ
ราคาประเมินค่าก่อสร้าง
บทความความรู้ข้อแนะนำ
เว็บบอร์ด
ติดต่อมูลนิธิ

กฏหมายสิ่งแวดล้อมกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ : ส่งเสริมหรืออุปสรรคต่อการพัฒนา
เสวนาวิชาการ ครั้งที่ 20 วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม 2547 13:00 – 17:00 ณ โรงแรมนารายณ์ ห้องสุโขทัย ถนนสีลม กรุงเทพมหานคร
จัดโดยความร่วมมือระหว่างมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย และโรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย

กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

นายสุทธิศักดิ์ ภัทรมานะวงศ์
นิติกร 8ว สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

          ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า คุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อภาวะการดำรงชีวิตของมนุษย์ สัตว์ และพืช ดังนั้น หากเมื่อใดที่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้น ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างต่อสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อมนุษย์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ผู้ที่อยู่ใกล้แหล่งที่เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมย่อมได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ที่อยู่ห่างไกลออกไป การเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมก่อให้เกิดความเสียหายมากน้อยแตกต่างกัน สุดแท้แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเพียงใด เช่น ปล่อยน้ำทิ้งลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ โรงงานพลังปรมาณูระเบิด เป็นต้น การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการแก้ไขและฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้กลับมาดีเหมือนเดิม ปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ บางครั้งอาจเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เช่น ไฟป่า และบ่อยครั้งที่เกิดขึ้น โดยมีน้ำมือของมนุษย์ เช่น การระบายน้ำทิ้งลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ปัญหาสิ่งแวดล้อมในไทยเกิดขึ้นมาก ในช่วงที่ประเทศเริ่มพัฒนา อาจกล่าวได้ว่าประเทศมีการพัฒนามากเท่าใด เช่น การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

          กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย

           1) พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535
           2) ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535) ลงวันที่ 9 กันยายน 2535
           3) ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2539) ลงวันที่ 22 มกราคม 2539
           4) ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการระเบียบปฏิบัติ และแนวทางในการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535) ลงวันที่ 9 กันยายน 2535
           5) ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการระเบียบปฏิบัติ และแนวทางในการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2539) ลงวันที่ 22 มกราคม 2539

           การส่งเสริม

           กฎหมายสิ่งแวดล้อมเป็นมาตรการอย่างหนึ่งในการส่งเสริมให้มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมในทางที่ดีจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เมื่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมดีย่อมทำให้บุคคลที่อยู่ในพื้นที่นั้นและบริเวณใกล้เคียงมีคุณภาพชีวิตที่ดี ร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัยอันเกิดจากสิ่งแวดล้อม ทำให้การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีคุณภาพ ก้าวหน้าและเป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วม

           ผลกระทบ

           การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ย่อมก่อให้เกิดปัญหาในด้านการจราจร น้ำเสีย ฝุ่นละออง เสียง ขยะมูลฝอย การใช้ที่ดิน และทัศนียภาพ

           อุปสรรค
           - ทำให้เสียเวลาที่ต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและต้องรอจนกว่า คณะกรรมการผู้ชำนาญการจะพิจารณาให้ความเห็นชอบในรายงานนั้น
          - ทำให้ต้นทุนในการลงทุนสูงขึ้น

           แนวทางแก้ไข
          - การทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมต้องมีคุณภาพและจัดทำโดยนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้มีสิทธิในการทำรายงาน
          - การพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ให้รวดเร็วขึ้น
          - การติดตามตรวจสอบหลังจากรายงานดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญจากแล้ว เมื่อให้มีการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม          

นายประสงค์ เอาฬาร
นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร

          สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องจำเป็นที่มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวกับสภาพบ้านเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องคงสภาพให้อยู่ยาวนาน ซึ่งกฎหมายมีความเกี่ยวข้องกับหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจต่าง ๆ พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม หมู่บ้าน สิ่งเหล่านี้ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายสิ่งแวดล้อม
          ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ๆ อยู่ 4 ประเด็นที่จะต้องพิจารณากันก่อน
          1. ศึกษาและสำรวจสภาพปัญหาสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา เกิดจากสภาพแวดล้อมที่แย่ลง เราเองต้องทำการศึกษาถึงปัญหาว่าเกิดขึ้นอย่างไร หรือมีสาเหตุเกิดจากอะไร หรืออาจจะต้องมีมาตรการ นโยบายที่ใช้แก้ไขในอนาคต เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ชุมชน ขาดการดูแลสิ่งแวดล้อม น่าจะมีการทำรายงานถึงผลกระทบ เพื่อเราจะทราบถึงแหล่งของปัญหา ตัวอย่างในจังหวัดสมุทรปราการ มีโรงงานมาก เรื่องน้ำเสีย
          2. จัดลำดับความสำคัญที่ต้องแก้ไข ปัญหาที่ร้ายแรงและเร่งด่วนต้องทำการแก้ไขก่อน เนื่องจากบุคลากรและทรัพยากรที่มีไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาทุกอย่างพร้อมทั้งต้องปัองกันปัญหาในด้วยในระยะเวลาอันสั้น อันนี้ก็จะกลายเป็นภาพเชิงนโยบายว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อม มลภาวะ น้ำเสีย ไม่ดี การจราจร ท่อไอเสีย หรือการทิ้งขยะ เกิดจากอะไร และนำมาจัดลำดับความสำคัญ เพื่อให้ได้รับการแก้ไขเราจึงต้องมีการจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ทุกคนที่เกี่ยวข้องจึงต้องรับทราบถึงปัญหาและจะได้ระมัดระวังและหาวิธีป้องกันในส่วนที่ตนต้องรับผิดชอบ ทำให้กลายเป็นรูปธรรมมากขึ้น
          3. หลักการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เป็นการศึกษาผลกระทบของกิจกรรมอันอาจส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ทั้งในและนอกโครงการที่ท่านทำ ทั้งในลักษณะผลกระทบที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ในธรรมชาติและรอบตัวมนุษย์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้น การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะต้องทำการศึกษาหลายด้าน เช่น พืช สัตว์ ดิน น้ำ อากาศ อนามัยของมนุษย์ การสร้างงานและอื่น ๆ ต้องมีประเด็นและระดับการศึกษาที่แตกต่างกันไปอยู่กับลักษณะและที่ตั้งของโครงการ การจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม การทางเทคนิค ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการคาดการณ์เปลี่ยนแปลงอันอาจจะเกิดขึ้นบนหลักการทางวิชาการ จะต้องมีนโยบายและมาตรการรักษาสิ่งแวดล้อม การทำธุรกิจก็จะมีระดับปัญหาที่แตกต่างกัน
          4. ความเป็นธรรม ในกรณีรายงานที่ต้องทำเสนอ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อคณะกรรมการ เป็นโครงการของรัฐและโครงการของเอกชน ใช้มาตรฐานเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงเป็นดังนั้นหรือไม่ เช่น โครงการบ้านจัดสรร ที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นโครงการของเอกชน อย่างสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรอาคารชุดไทย สมาชิกของสมาคมเรายื่นจัดสรรอยู่แล้ว ก็จะมีมาตรการต่าง ๆ ของกฎหมายในส่วนของสิ่งแวดล้อมด้วย โครงการของรัฐ เช่น การเคหะ ซึ่งอาจจะมีความเลื่อมล้ำกันในการผ่อนปรนที่ต่างกัน
        

นายอธิป พีชานนท์
นายกสมาคมอาคารชุดไทย

          กรณีในภาคปฏิบัติของกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการไม่ได้แก้ปัญหาให้ตรงประเด็นหรือถูกที่ เพียงแต่แก้ไขเป็นจุด ๆ การแก้ไขต้องแก้ตั้งแต่ระบบผังเมือง ซึ่งกระทรวงที่เกี่ยวข้องควรวางนโยบาย ปัจจุบันการขออนุญาตจัดสรรที่เดียวต้องยื่นถึง 22 หน่วยงาน ทำให้เกิดการซับซ้อนของระบบงาน ถ้ามองในภาพของผังเมืองเป็นเรื่องของมหภาค และส่วนของแต่ละโครงการเป็นจุลภาค และให้มองผังเมืองของโครงการแต่ละโครงการว่าดีกว่าผังเมืองกรุงเทพ เพราะมันมีกฎของการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะต้องการขายสิ่งของของตน ร่วมถึงมี พรบ.จัดสรรการควบคุมอาคาร ผังเมือง ข้อบัญญัติ กทม. ซึ่งแสดงรายละเอียดของการทำสิ่งต่าง ๆ ไว้ และน่าจะนำมาทำเป็นนโยบาย ปัจจุบันการขออนุมัติค่อนข้างใช้เวลานาน ส่วนใหญ่นานเกินกว่า 6 เดือน ทำให้เกิดปัญหาความล่าช้าทำให้เกิดผลกระทบกับหลาย ๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร ผู้รับเหมาที่ระหว่างการดำเนินงาน ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น
          กรณีกฎหมายซ้ำซ้อน บางครั้งกฎหมายที่ออกมามีหลายตัว แต่วัตถุประสงค์ที่ออกมานั้นคล้าย ๆ กัน ทั้ง ๆ ที่สามารถสรุปได้เป็นประเด็นเดียวกัน ทำให้เกิดความยุ่งยาก ในการพิจารณา ซึ่งทางสมาคม 3 สมาคม กำลังทำการปรึกษากันว่าให้การบริการเบ็ดเสร็จในจุดเดียว เพื่อประโยชน์ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป
          กรณีขนาดกับจำนวน เรื่องของอาคารชุด ซึ่งเราได้กำหนดไว้ 80 ยูนิตขึ้นไป แต่ไม่ได้กำหนดขนาด จะมีโครงการ 79 ยูนิต แต่พื้นที่ 10,000-20,000 ตารางเมตร แต่ในขณะที่ 80 ยูนิต ซึ่งมี ขนาดต่อยูนิตเพียง 28 ตารางเมตร ถ้ามารวมกันแล้วได้ประมาณพันกว่า แต่กลับต้องส่งให้ สวล.
          การพิจารณาสิ่งแวดล้อมต่อความถูกต้องของกฎหมาย โครงการที่ทำนอกกฎหมาย และโครงการที่สร้างขึ้นเอง ตัวอย่าง ซอย มีโครงการถูกต้อง 30% และโครงการไม่ถูกต้องอีก 70% แต่กลับคุมโครงการที่ถูกต้อง และสภาพแวดล้อมจะดีได้อย่างไร ถ้าคุมบางโครงการและปล่อยบางโครงการ ก็คงไม่เป็นผลดีที่สุดในการดูแลสิ่งแวดล้อม ควรใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด


นายกฤษดารักษ์ แพรัตกุล
เลขานุการ ชมรมนักวิชาการและที่ปรึกษาสิ่งแวดล้อม

          1. ปัจจัยสำคัญของการพิจารณาลงทุนในจังหวัดภูเก็ต
          พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ได้ระบุถึงการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือที่รู้จักกันในชื่อ "EIA" ซึ่งได้มีการกำหนดสาระสำคัญไว้ในมาตรา 46 ถึงมาตรา 51 อันเป็นที่มาของประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภทและขนาดของโครงการ หรือกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม 2 ฉบับ ในปี พ.ศ. 2535 และแก้ไขเพิ่มเติมอีก 1 ฉบับ ในปี พ.ศ. 2539 โดยทั้ง 3 ฉบับจะประกาศควบคู่ไปกับประกาศกระทรวงฯ เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อนับรวมถึงปัจจุบันมีโครงการหรือกิจการที่จะต้องจัดทำรายงาน EIA รวมทั้งสิ้น 22 ประเภท โดยในส่วนนี้จะมีโครงการหรือกิจการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างน้อย 3 ประเภท ได้แก่

         1) การจัดสรรที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยหรือเพื่อประกอบการพาณิชย์
         2) โรงแรมหรือสถานที่พักตากอากาศ
         3) อาคารอยู่อาศัยรวมตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร

          ส่วนขนาดของโครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงาน EIA ในแต่ละประเภทดังกล่าวนั้น กำหนดการจัดสรรที่ดินเฉพาะขนาดที่มีจำนวนแปลงย่อยตั้งแต่ 500 แปลงขึ้นไป หรือเนื้อที่เกินกว่า 100 ไร่ ในขณะที่โรงแรมกับอาคารอยู่อาศัยรวมกำหนดเฉพาะขนาดที่มีจำนวนห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป
          ส่วนขั้นตอนการนำเสนอรายงาน EIA ต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กำหนดให้โครงการจัดสรรที่ดินเสนอรายงานในขั้นขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน ในขณะที่โรงแรมกับอาคารอยู่อาศัยรวมกำหนดให้เสนอรายงานฯ ในขั้นขออนุญาตก่อสร้างตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร
          ดังนั้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงต้องมีการกำหนดแผนงานเพิ่มเติมสำหรับโครงการหรือ กิจการที่มีขนาดเข้าข่าย หรือมีขนาดขยายเพิ่มขึ้นจนเข้าข่ายต้องจัดทำรายงาน EIA ตามรายละเอียดข้างต้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ยังพบว่ามีปัญหาและอุปสรรคในหลายส่วนจนบางครั้งส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการพิจารณารายงานฯ อันเป็นผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่นับวันจะมีการแข่งขันสูงขึ้น โดยก่อนที่จะทราบถึงประเด็นปัญหาอุปสรรคที่มีผลต่อการพิจารณารายงานฯ จำเป็นต้องทราบถึงกระบวนการในการพิจารณารายงาน EIA ก่อนว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร กล่าวคือ กระบวนการ EIA ประกอบไปด้วยคณะบุคคล 4 กลุ่ม ได้แก่
          1) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
          2) บริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม
          3) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)
          4) คณะกรรมการผู้ชำนาญการด้านโครงการที่พักอาศัย บริการชุมชนและสถานที่พักตากอากาศ (คชก.)

           โดยทั้ง 4 กลุ่ม จะมีความสัมพันธ์กันทั้งแนวดิ่งและในแนวราบต่อกัน กล่าวคือ ในแนวดิ่งแต่ละกลุ่มจะต้องมีการส่งผ่านข้อมูลกันภายในกลุ่ม เช่น บริษัทที่ปรึกษาก็จะประกอบไปด้วยกลุ่มนักวิชาการรายสาขาต่างๆ จนถึงผู้ชำนาญการของบริษัท กลุ่มนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะประกอบไปด้วย สถาปนิกและวิศวกรในด้านต่างๆ ตลอดจนรวมถึงผู้พัฒนาโครงการ สผ. จะประกอบไปด้วยกลุ่มงานที่ต้องอ่านและสรุปรายงานฯ ตลอดจนรวมถึงกลไกในการส่งผ่านหนังสือราชการ คชก. จะประกอบไปด้วยฝ่ายเลขาฯ และกรรมการ ทั้งที่เป็นผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนในแนวราบจะต้องมีการประชุมปรึกษาหารือร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อการนำเสนอข้อมูล การรับฟังข้อคิดเห็น และการชี้แจงข้อเท็จจริง อันจะนำไปสู่การกำหนดมาตรการต่างๆ ที่เห็นพ้องต้องกันในทุกฝ่าย ซึ่งทั้งหมดก็คือกลไกการทำงาน (Function) ในส่วนของ EIA

หมายเหตุ: สผ. : สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  คชก. : คณะกรรมการผู้ชำนาญการด้านโครงการที่พักอาศัย บริการชุมชน
    และสถานที่พักตากอากาศ

           ส่วนโครงสร้าง (Structure) ของ EIA โดยสังเขปจะประกอบไปด้วยส่วนหลัก 5 ส่วน ได้แก่

          1) รายละเอียดโครงการ เป็นส่วนที่จะระบุถึงโครงสร้างที่เป็นตัวอาคารต่างๆ ตลอดจนรวมถึงกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นจากโครงการ
          2) ที่ตั้งโครงการ เป็นส่วนที่จะระบุถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ตั้งโครงการ และบริเวณใกล้เคียงที่อาจได้รับผลกระทบ ตลอดจนรวมถึงศักยภาพของพื้นที่นั้นๆ ในการรองรับการพัฒนาของโครงการ
          3) ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เป็นการประเมินผลกระทบที่เกิดจาก 1) เมื่อต้องตั้งในพื้นที่ 2) ทั้งที่เป็นผลกระทบในระหว่างการก่อสร้างและผลกระทบที่เกิดจากการเปิดดำเนินการ
          4) มาตรการลดผลกระทบ เป็นการกำหนดวิธีปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในอันที่จะลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงการให้เหลือน้อยที่สุดในรูปแบบของแผนปฏิบัติการ (Action Plan)
          5) มาตรการติดตามตรวจสอบ เป็นกาปรระเมินถึงประสิทธิภาพของมาตรการในข้อ 4) โดยพิจารณาจากดัชนีชี้วัดทางด้านสิ่งแวดล้อมว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ซึ่งอาจต้องมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงมาตรการลดผลกระทบใหม่ตามความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละกรณี ดังนั้นจึงเป็นกลไกที่ต้องมีความต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ก่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด หรือที่เรียกว่าการพัฒนาแบบยั่งยืน


          ซึ่งเมื่อทราบถึงกลไกการทำงาน (Function) และโครงสร้าง (Structure) ของ EIA แล้วจะเห็นได้ว่าถ้าจุดใดจุดหนึ่งในกระบวนการมีความล่าช้าจะส่งผลกระทบถึงระยะเวลาในการพิจารณารายงาน EIA อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นในแต่ละภาคส่วนจึงมีความจำเป็นต้องหาทางลดหรือขจัดปัญหาอุปสรรคของแต่ละกลุ่ม เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในส่วนของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็น 1/4 ของกลไกดังกล่าวสามารถรวบรวมประเด็นปัญหาพร้อมแนวทางแก้ไขได้ดังนี้
          (1) ปัญหาทัศนคติต่อการทำ EIA: ที่ผ่านมานักพัฒนาฯ บางส่วนยังมองว่า EIA เป็นเพียงเอกสารชุดหนึ่งที่ได้มาเพื่อประกอบการขออนุญาตจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงมิได้ให้ความสำคัญต่อกระบวนการทำ EIA จนทำให้บางครั้งขาดมิติของการมีส่วนร่วม คำถามส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่เมื่อไหร่รายงานฯ จะผ่านความเห็นชอบมากกว่าคำถามที่ว่าผลกระทบที่เกิดจากโครงการมีอะไรบ้าง แล้วควรจะมีมาตรการแก้ไขอย่างไร
          แนวทางแก้ไข: ต้องสร้างความเข้าใจว่า EIA เป็นกระบวนการที่ต้องมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน รวมทั้งเป็นกระบวนการที่มีการพิจารณาอย่างบูรณาการ ทั้งในแง่ของความเหมาะสมของโครงการ ศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับการพัฒนาและผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการเสนอมาตรการในการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในส่วนนี้นับได้ว่าเป็นส่วนสำคัญของรายงาน EIA ดังนั้นการทำ EIA ย่อมจะส่งผลดีในแง่ของการบริหารจัดการโครงการนั้นๆ อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต
          (2) ปัญหาความเข้าใจใน EIA: เนื่องจากต้องมีคณะบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องพร้อมๆ กันในทุกฝ่าย รวมทั้งจะมีหลากหลายความคิดเห็นซึ่งอาจส่งผลไปถึงการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ รวมไปถึงการออกแบบทางวิศวกรรมเพิ่มเติม ซึ่งอาจทำให้ผลกระทบต่อโครงสร้างในส่วนอื่นๆ ทั้งที่เป็นตัวโครงสร้างอาคารและอาจรวมไปถึงโครงสร้างทางการตลาด ส่งผลให้เกิดความล่าช้าที่มีสาเหตุมาจากการต้องทบทวนรายละเอียดโครงการใหม่
          แนวทางแก้ไข : ควรจัดหาบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมในโครงการพัฒนาตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก ซึ่งนอกจากจะเป็นการลดปัญหาการเสียเวลาในการทบทวนรายละเอียดโครงการใหม่แล้วจะส่งผลดีต่อการพัฒนาโครงการทำให้มีมุมมองในแง่ของการอนุรักษ์ควบคู่ไปกับการพัฒนา เนื่องจากที่ผ่านมาบางครั้งบริษัทที่ปรึกษาจะเข้าร่วมภายหลังจากที่สถาปนิกและวิศวกรออกแบบแล้วเสร็จ หรือบางโครงการอยู่ในขั้นเตรียมพร้อมสำหรับการก่อสร้างแล้ว
          (3) ปัญหาการละเลยต่อการปฏิบัติตามมาตรการ : เมื่อรายงาน EIA ได้รับความเห็นชอบแล้วจะมีมาตรการต่างๆ ที่ทางผู้ประกอบการหรือผู้รับผิดชอบจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข รวมไปถึงการที่จะต้องส่งผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายหลังการเปิดดำเนินการ ซึ่งที่ผ่านมาหลายส่วนได้ละเลยที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านั้น ประกอบกับปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดกลไกการกำกับดูแลที่มีความเข้มงวด รัดกุม และต้องให้เป็นที่ยอมรับในทุกฝ่ายโดยเฉพาะในส่วนของภาคประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการ
          แนวทางแก้ไข : นักพัฒนาโครงการจะต้องเข้มงวดกับการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงไว้กับทางราชการอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเกิดความมั่นใจ โดยเฉพาะในส่วนของการส่งผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมซึ่งจะเป็นผลดีโดยตรงต่อโครงการ เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวจะเป็นข้อมูลทางวิชาการที่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ในกรณีที่เกิดข้อร้องเรียนต่างๆ ขึ้น รวมไปถึงยังเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของโครงการที่มีต่อหน่วยงานทางด้านสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การพัฒนาของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ
           ท่านสามารถเปิดเว็บไซด์ www.onep.go.th

 

Area Trebs FIABCI
 
10 ถนน.นนทรี กรุงเทพมหานคร 10120 โทรศัพท์:66 2295 3171: โทรสาร: 66 2295 3994 Email: info@thaiappraisal.org   สถานที่ตั้ง: แผนที่