ภาษีทรัพย์สินประเทศไทย
เป็นภาษีที่จัดเก็บโดยตรงกับผู้มีส่วนถือครองและใช้ประโยชน์ในทรัพยากรที่ดิน รวมถึงปัจจัยการผลิตโดยตรง
ทำให้การจัดเก็บภาษีอย่างเป็นธรรมบนพื้นฐานนี้จะยังประโยชน์ต่อประชาชนโดยส่วนรวมทั่วไป
ดังนั้น
มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทยจึงร่วมกับโรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย
จัดเสวนาวิชาการในหัวข้อ อนาคตภาษีทรัพย์สินประเทศไทย ขึ้น เพื่อระดมความเห็นและผลักดันการจัดทำระบบภาษีทรัพย์สินในประเทศไทย
โดยได้เรียนเชิญผู้เชี่ยวชาญต่างๆ มาร่วมการเสวนา ดังต่อไปนี้
ศ.ดร.สมชัย ฤชุพันธุ์
ประธานมูลนิธิสถาบันพัฒนาสยาม
เรื่องแนวคิดการจัดทำระบบภาษีทรัพย์สินสำหรับประเทศไทยนั้นมีเกิดขึ้นมานานแล้ว
โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2519 ที่ขณะนั้นเป็นรัฐบาลที่บริหารงานโดยพรรคกิจสังคม ซึ่งยังหาข้อสรุปกันไม่ได้ว่าระบบภาษีทรัพย์สินที่จะเกิดขึ้น
จะต้องอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงใด ระหว่างกระทรวงการคลังกับกระทรวงมหาดไทย
ทำให้ไม่สามารถออกมาเป็นกฎหมายได้เสร็จสมบูรณ์ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลไปสู่การบริหารงานโดยพรรคประชาธิปัตย์
ซึ่งในยุคของพรรคประชาธิปัตย์นี้เอง
ได้มีการนำเสนอภาษีขึ้นมาอีกหนึ่งระบบเพื่อที่จะได้ไม่ซ้ำซ้อนกับผลงานของรัฐบาลเดิม
นั่นคือ ภาษีมรดก แต่ยังไม่สามารถที่จะออกเป็นกฎหมายฉบับจริงขึ้นมาได้เช่นเดียวกับภาษีทรัพย์สิน
ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ทั้งภาษีทรัพย์สินและภาษีมรดกถูกลบเลือนไปตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
จนถึงรัฐบาลในยุคปัจจุบันที่ได้มีการดำเนินงานสานต่อ จึงเป็นเรื่องที่มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทยและโรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยได้มีการจัดเสวนาในครั้งนี้ขึ้น
ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เหมาะสม และเหมาะแก่กาลเวลา
จากที่กล่าวมาตั้งแต่ข้างต้นนั้นจะเห็นได้ว่า
ภาษีทรัพย์สินไม่ใช้เรื่องที่เกิดขึ้นใหม่สำหรับประเทศไทย โดยหากเมื่อพิจารณาภาษีที่จัดเก็บในประเทศหนึ่งๆ
แล้ว พบว่า ประกอบด้วยภาษีทั้งสิ้น 2 ประเภท คือ
1. ภาษีที่จัดเก็บจากตัวแปรเชิงกระแส
(Flow) คือ ตัวแปรทางเศรษฐกิจที่มีตัวเลขในเชิงเวลากำกับ ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
เช่น ต่อปี ต่อเดือน ซึ่งตัวแปรเชิงกระแส เช่น รายได้ การขาย การออม การลงทุน โดยภาษีที่เก็บจากตัวแปรเชิงกระแส
ได้แก่ ภาษีเงินได้ ภาษีสรรพสามิตร (เป็นภาษีการขายเฉพาะอย่าง) ภาษีมูลค่าเพิ่ม
(เป็นภาษีการขายทั่วไป) และภาษีศุลกากร (เป็นภาษี
การค้าระหว่างประเทศ)
2. ภาษีที่จัดเก็บจากตัวแปรเชิงสต๊อค
(Stock) คือ การสะสมของตัวแปรเชิงกระแส เกิดการตกผลึก แล้วคงอยู่อย่างยั่งยืน ณ
เวลาใดเวลาหนึ่ง (at a point of time) ว่ามีมูลค่าเท่าใด ซึ่งตัวแปรเชิงสต๊อค เช่น
ความมั่งคั่ง ทุน ทรัพย์สิน หนี้
จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบภาษีที่จัดเก็บจากตัวแปรเชิงกระแสอยู่อย่างครบถ้วน
ในขณะที่ระบบภาษีที่จัดเก็บจากตัวแปรเชิงสต๊อคยังมีไม่สมบูรณ์ ดังนั้นจึงได้มีการนำเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินขึ้น
เพื่อที่จะได้ปฏิบัติภารกิจของภาษีอากรได้อย่างเต็มที่
โดยภาษีทรัพย์สินที่จะเกิดขึ้นมาใหม่นี้
มีหน้าที่ที่สำคัญ ได้แก่ จะเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่น
(อปท.) ช่วยกำกับการถือครองทรัพย์สินเพื่อการเก็งกำไร ช่วยทำให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพ
เป็นการลดการสูญเปล่าทางเศรษฐกิจ และช่วยลดความเลื่อมล้ำในสังคม
ซึ่งภาษีที่จัดเก็บที่สามารถเทียบได้กับการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินในประเทศไทย
คือ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภรด.) และภาษีบำรุงท้องที่ (ภรด.) โดยปัจจุบันยังไม่สามารถที่จะเป็นแหล่งรายได้หลักให้แก่
อปท. ได้ สาเหตุเนื่องมาจาก ความล้าหลังของ
ทั้งสองระบบภาษี ดังนี้ ภาษีโรงเรือนและที่ดินมีหลักการจัดเก็บภาษีที่บิดเบือนไปมาก
จนไปคล้ายกับภาษีเงินได้ ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าเป็นการจัดเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อน
ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีไม่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่ภาษีบำรุงท้องที่ก็ยังใช้ราคา
จัดเก็บที่เก่า ล้าสมัย ห่างไกลความเป็นจริงมาก
สำหรับภาษีทรัพย์สินในอนาคต
ได้มีการเสนอเป็น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีลักษณะเป็นภาษีทรัพย์สิน ดังนี้
1. การใช้มูลค่าทุน
(Capital Value) เป็นฐาน
2. กำหนดให้เป็นภาษีของ
อปท. ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล ไม่ใช่ภาษีของส่วนกลาง
3. ยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับที่อยู่อาศัย
4. มีอัตราที่ปรับได้ตามความจำเป็นของ
อปท.
5. ใช้ระบบบริหารภาษีที่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษี
6. มีอัตราสูงเป็น
2 เท่า สำหรับที่ดินที่ไม่มีการใช้ประโยชน์
นอกจากนี้ ภาษีทรัพย์สินที่จะนำมาใช้
ควรมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีของประเทศไทย รวมถึงสัดส่วนของภาษีทรัพย์สินในภาษีทั้งหมดควรมีการเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ซึ่งถ้ามีการนำภาษีทรัพย์สินเข้ามาใช้ และมีการประเมินมูลค่าตามความเป็นจริงในปัจจุบันแล้ว
คาดว่าจะสามารถจัดเก็บภาษีทรัพย์สินได้ถึง 100,000 ล้านบาท
สุดท้าย ศ.ดร.สมชัย
ฤชุพันธุ์ ได้ความเห็นเพิ่มเติมว่า จะมีการออกภาษีทรัพย์สินมาเป็นกฎหมายบังคับใช้อย่างแน่นอน
เนื่องจากได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากรัฐบาลในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ที่มีทรัพย์สินมากคนหนึ่งของประเทศไทย
ดร.สมชัย สัจจพงษ์
รองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
จาก พรบ.การกระจายอำนาจ
พ.ศ.2542 ได้ระบุไว้ว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2547 รายได้ของ อปท. เมื่อเทียบกับรายได้
ทั้งหมดของรัฐบาล จะต้องมีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 35 แต่เมื่อมาพิจารณาในปัจจุบันจะพบว่า
รายได้ของ อปท. ที่จัดเก็บได้เอง พบว่า
มีไม่เกินร้อยละ 12 เท่านั้น นอกจากนั้นมาจากภาษีที่รัฐบาลช่วยจัดเก็บให้
เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 7 รัฐบาลจะได้ไป
ร้อยละ 6.3 และให้แก่ อปท. ร้อยละ 0.7 รวมถึงการได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล
ซึ่งรัฐบาลได้ให้เงินอุดหนุนแก่ อปท.
ค่อนข้างมาก ไม่ต่ำกว่า 70,000 ล้านบาท/ปี นั่นคือการดำเนินงานของ อปท.
ในปัจจุบันยังเป็นภาระที่รัฐบาลจะต้องให้ความ
ช่วยเหลืออยู่
และเมื่อรัฐบาลต้องการกระจายอำนาจให้แก่
อปท. โดยโอนภารกิจไปให้รับผิดชอบ เช่น การศึกษา สาธารณูปโภค ส่งผลให้
งบประมาณของ อปท. ใน พ.ศ.2548-2549 จะมากกว่า 200,000 ล้านบาท หรือมากกว่าร้อยละ
35 เมื่อเทียบกับรายได้ของ
รัฐบาลตามที่ได้ตั้งไว้ ก็จำเป็นที่จะต้องสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ อปท. คือ
การเก็บภาษีท้องถิ่นให้มากขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงแค่
ร้อยละ 12 อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ดังนั้น จึงเป็นที่มาของการผลักดันให้เกิดกฎหมายการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินฉบับนี้ขึ้น
เรียกว่า ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว
จากนั้นจะถูกนำเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง แล้วจึงกลับมายัง
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการแสดงความคิดเห็นต่อกฎหมายฉบับนี้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าผลการพิจารณาจะออกมาใน
รูปแบบใด ภาษีทรัพย์สินก็จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่ อปท. อย่างมาก และประชาชนจะสามารถกระทำการหลบเลี่ยงภาษีชนิดนี้ได้ค่อนข้างยากทีเดียว
เมื่อพิจารณาภาษีฉบับร่าง
พบว่า ได้กำหนดให้ อปท. เรียกเก็บในอัตราภาษีสูงสุดต่อปีไว้ที่ร้อยละ 0.1 ของราคาประเมินทรัพย์สิน
ซึ่งสาเหตุที่ให้ อปท. เป็นผู้กำหนดอัตราภาษีเองนี้ ถือเป็นการกระจายอำนาจอีกรูปแบบหนึ่ง
ไม่ใช่ให้ส่วนกลางเป็น
ผู้กำหนดให้เสียทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อให้ อปท. สามารถกำหนดรายได้ที่จะได้รับเข้ามาให้ตรงกับความต้องการหรือความจำเป็นใน
การใช้เงินของแต่ละท้องถิ่น
โดยระบบภาษีทรัพย์สินที่จะเกิดขึ้นนี้
ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างขบวนการในการจัดทำงบประมาณที่ทันสมัย และจะเป็นการเพิ่มการสร้างความมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นในการตรวจสอบการทำงานของ
อปท. ที่นำเงินจากประชาชนไปใช้จ่ายในการดำเนินงานตามโครงการต่างๆ ซึ่งถ้า อปท. เข้มแข็งแล้ว
ประเทศชาติโดยรวมก็จะเข้มแข็งตามไปด้วย แต่ปัจจุบันนี้การณ์กลับเป็นว่า ประเทศชาติเข้มแข็ง
แต่ อปท. อ่อนแอ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ที่ทุกคนจะต้องกลับมาทำให้ อปท. เข้มแข็ง
โดยเริ่มที่
การกระจายอำนาจทางการคลัง ซึ่งถ้า อปท. มีอิสระด้านการคลังแล้วด้านการบริหารก็จะตามมาเอง
นอกจากนี้ ดร.สมชัย
สัจจพงษ์ ได้ให้ทัศนะเพิ่มเติม ในส่วนของการไม่เห็นด้วยกับภาษีฉบับร่างที่ผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกานี้แล้ว
คือ การกำหนดให้ฐานภาษีสามารถทำการหักค่าเสื่อมได้ด้วย แต่อัตราภาษีสูงสุดร้อยละ
0.1 ที่กำหนดนี้ไม่ได้กำหนดไว้เพื่อให้สามารถทำการหักค่าเสื่อมได้ นั่นย่อมหมายความว่า
จะทำให้ อปท. สามารถเก็บภาษีได้ลดลง จึงมีแนวความคิดส่วนตัวในการเสนอทางแก้ไข โดยการขยายอัตราภาษีสูงสุดร้อยละ
0.1 (หักค่าเสื่อมได้) ให้เป็นร้อยละ 0.2 (หักค่าเสื่อมได้) ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเมืองใหญ่ๆ
ที่มีสิ่งปลูกสร้างที่มีอายุหรือมีค่าเสื่อมมาก
ท้ายที่สุด ที่หลายท่านอาจจะกังวลว่า
การที่รัฐบาลได้สนับสนุนให้เกิดการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. แต่ในขณะเดียวกันก็มีการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการ
หรือที่นิยมเรียกว่า ผู้ว่าฯ ซีอีโอ ขึ้นมานั้น จะทำให้เกิดการนำรายได้ที่จัดเก็บโดย
อปท. ไปให้แก่ผู้ว่าฯ ซีอีโอใช้นั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจาก อปท. เป็นผู้เก็บภาษีเข้ามาเอง
ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่และสิทธิ์ที่จะนำไปใช้ในการจัดสรรให้สอดคล้องตามความต้องการของประชาชนเอง
คุณวัลลภ พริ้งพงษ์
ผู้อำนวยการสำนักบริหารการคลังท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
จัดตั้งขึ้นตาม พรบ.ปรับปรุงส่วนทบวงกรม พ.ศ.2545 โดยจากเดิมเป็นสำนักตั้งอยู่ในกรมการปกครอง
มีชื่อว่า สำนักบริหารราชการส่วนท้องถิ่น จนมาเป็นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในปัจจุบัน
ซึ่งไม่ได้มีหน้าที่ในการกำกับดูแลท้องถิ่นโดยตรง แต่จะมีหน้าที่ในการส่งเสริมและสนับสนุน
อปท. ในเรื่องของการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน
รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานท้องถิ่น ส่วนผู้ที่กำกับดูแลท้องถิ่นจะมี
ทั้งหมด 2 ระดับ คือ ระดับจังหวัดโดยผู้ว่าราชการจังหวัด และระดับประเทศโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
สำหรับภาษีทรัพย์สินที่จะออกมาใหม่
หรือที่จะเรียกว่า ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง นั้น มีสิ่งที่จะต้องดำเนินการปรับปรุงกันต่อไปอีก
แต่ทั้งนี้จะขอกล่าวถึงภาษีที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันเสียก่อน ดังนี้
1. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษี
ได้แก่ เจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้ทำประโยชน์ โดยเป็นภาษีที่เก็บจาก
โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงที่ดินทั้งที่ใช้ต่อเนื่องและไม่ได้ใช้ต่อเนื่อง
ซึ่งฐานภาษีที่ใช้จะเป็นค่ารายปี คำนวณจากจำนวนเงินที่ทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าในปีหนึ่งๆ
ซึ่งก็คือค่าเช่านั่นเอง โดยอัตราภาษีจะอยู่ที่ร้อยละ 12.5 ของค่าเช่ารายปี
2. ภาษีบำรุงท้องที่ ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษี
ได้แก่ เจ้าของที่ดิน โดยเป็นภาษีที่เก็บจากที่ดินที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์
หรือประกอบการกสิกรรม อัตราภาษีจะใช้ตามราคาปานกลางของที่ดิน ซึ่งปัจจุบันค่อนข้างต่ำ
เนื่องจากยังใช้ราคาประเมินเก่าอยู่
ซึ่งภาษีทั้ง 2 ระบบนี้
ยังมีความบกพร่องในการใช้งานอยู่ เนื่องจากภาษีบำรุงท้องที่จัดเก็บในอัตราที่ต่ำ
เกณฑ์การลดหย่อนเนื้อที่ดินคิดตามพื้นที่ไม่ได้คิดตามมูลค่า ทำให้บ้านอยู่อาศัยที่มีเนื้อที่ต่ำกว่าเกณฑ์ลดหย่อนไม่ต้องเสียภาษี
ไม่ว่าบ้านนั้นจะมีราคาที่ถูกหรือแพงเท่าใด ส่วนภาษีโรงเรือนและที่ดิน จัดเก็บจากบ้านที่ให้เช่า
ซึ่งเจ้าของมักผลักภาระให้กับผู้เช่าอีกทีหนึ่ง จึงทำให้
เห็นว่าผู้ที่ไม่มีบ้านเป็นของตัวเองกลับต้องเสียภาษี ส่วนผู้ที่มีบ้านอยู่เองไม่ต้องเสียภาษี
เป็นต้น
แต่ตามภาษีทรัพย์สินฉบับร่างที่เกิดขึ้นมานี้
จะช่วยลดความยุ่งยากและความซ้ำซ้อนในการเสียภาษีได้ รายละเอียดดังนี้
• ฐานภาษี จะคิดจากมูลค่าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างตามราคาประเมินทุนทรัพย์
• อัตราภาษี
กำหนดอัตราไม่เกินร้อยละ 0.1 ของฐานภาษี โดยให้ท้องถิ่นออกข้อบัญญัติกำหนดอัตราภาษีในเขตท้องถิ่นนั้นเพียงอัตราเดียว
• การลดและการยกเว้นภาษี
มี 3 กรณี คือ กรณีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายให้เสื่อมสภาพด้วยเหตุพ้นวิสัย
กรณีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างถูกรื้อถอนหรือถูกทำลายหรือชำรุดเสียหายจนเป็นเหตุให้ต้องซ่อมแซมในส่วนสำคัญ
และกรณีผู้เสียภาษีที่มีอายุเกิน 60 ปี และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ
และประเด็นที่มีการกล่าวถึงกันมาก
คือ ภาษีทรัพย์สินฉบับร่างนี้จะเป็นการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในส่วนของการกำหนดอัตราภาษีในแต่ละท้องถิ่นเอง โดยจะมีคณะกรรมการพิจารณาอัตราภาษีเป็นบุคคลในท้องถิ่นเกือบทั้งหมด
คือ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ตัวแทนนายกเทศมนตรี ผู้บริหารท้องถิ่น
ปลัดจังหวัด และหัวหน้ากลุ่มส่งเสริม
ปกครองจังหวัด ทั้งนี้การเลือกประธานคณะกรรมการก็มีข้อกำหนดว่า ไม่ให้เลือกจากผู้ที่เป็นข้าราชการประจำ
รวมทั้งการกำหนดอัตราภาษีในแต่ละท้องถิ่นนั้น จะให้ผู้บริหารท้องถิ่นเป็นผู้เสนอเท่านั้น
โดยสรุปแล้ว ภาษีทรัพย์สินฉบับร่างนี้จะเป็นการเพิ่มบทบาทของ
อปท. ตั้งแต่ขบวนการในการบริหาร การจัดเก็บ การกำหนดอัตราภาษี จึงน่าที่จะเป็นผลดีต่อการดำเนินงานของ
อปท. เอง แต่ก็ยังมีประเด็นที่จะฝากไว้ให้ติดตาม คือ การเตรียมความพร้อมให้แก่ อปท.
ให้สามารถดำเนินการจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในส่วนของความรู้ความสามารถของบุคลากร
การนำ
แผนที่ภาษี ระบบ GIS เข้ามาใช้ในการประเมิน การใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการจัดเก็บข้อมูล
รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้แก่ประชาชนที่จะต้องเสียภาษีตามระบบใหม่ ว่าทำไมจึงต้องมีการเสียภาษีในระบบนี้ขึ้น
และประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการ
ปกครองท้องถิ่นของตนเองได้อย่างไร
คุณไชยา เอี่ยมสะอาด
รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี
กรรมการบริหารและผู้ช่วยเลขานุการสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย
ตาม พรบ.การกระจายอำนาจ
ที่ให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดเก็บภาษีและดูแลท้องถิ่นของตนเองให้มากที่สุดนั้น
ถือเป็น
มิติใหม่ในการพัฒนาประเทศชาติ ที่ผู้บริหารประเทศได้ดำเนินการมาโดยตลอด
แบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2475 ที่ได้มีการจัดตั้งท้องถิ่นในเมือง
เช่น สุขาภิบาล พ.ศ.2540 มีการปรับปรุงการกระจายอำนาจมากขึ้น จนมาถึง พ.ศ.2546
รัฐบาลในปัจจุบันก็ได้ให้ความสำคัญแก่ อปท. เป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่นเรื่องที่ได้จัดให้มีการเสวนาในวันนี้
คือ เรื่องภาษีทรัพย์สิน
ซึ่งภาษีที่จัดเก็บจากการถือครองอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน
ได้แก่ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่นั้น ประชาชน
ผู้เสียภาษียังไม่มีความเข้าใจที่ดีพอ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐเองก็ขาดการประชาสัมพันธ์ให้แก่ประชาชน
ทำให้เกิดการจัดเก็บภาษีได้ไม่ทั่วถึง ประชาชนไม่ให้ความร่วมมือในการเสียภาษี
จึงอยากที่จะให้หน่วยงานส่วนกลางช่วยประชาสัมพันธ์ในเรื่องนี้ให้แก่ประชาชนทั่วไปได้รับทราบด้วย
และตามที่ ศ.ดร.สมชัย
ฤชุพันธุ์ กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีโดยท้องถิ่นนั้นยังไม่มีประสิทธิภาพ ตรงนี้มีส่วนอยู่จริง
ซึ่งสาเหตุ
ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้บริหารท้องถิ่นในช่วงแรกๆ นั้น อาจจะยังไม่มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการที่เพียงพอ
โดยปัจจุบันได้มีการแก้ไขในเรื่องนี้แล้ว โดยการออกข้อกำหนดว่า นักการเมืองท้องถิ่นที่จะมาทำหน้าที่เป็นผู้บริหารนั้น
จะต้องสำเร็จการศึกษาขั้นต่ำในระดับปริญญาตรี ซึ่งถ้าได้ออกข้อกำหนดนี้ตั้งแต่ในช่วงเริ่มแรกแล้ว
ก็อาจจะไม่มีปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้นก็ได้
สุดท้าย ได้เสริมประเด็นที่น่าสนใจ
คือ การปฏิบัติหน้าที่ในการเก็บภาษีของเจ้าพนักงานในปัจจุบันที่ยังมีความบกพร่องอยู่
เช่น การละเลย การยกเว้น ทั้งนี้เพราะระบบการเมืองในบ้านเรายังเป็นระบบที่เรียกว่า
ระบบอุปถัมภ์ จึงอาจทำให้เกิดความเกรงใจในการจัดเก็บภาษีขึ้น อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ท้องถิ่นและบ้านเมืองได้
ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องกำหนดกฎเกณฑ์ให้อย่าง
รอบคอบเพื่อป้องกันในปัญหาเหล่านี้ด้วย
คุณเพิ่มศักดิ์ เทอดสกุลบัณฑิต
ผู้อำนวยการกองรายได้ สำนักการคลัง กรุงเทพมหานคร
ถ้าหากจะมาทำการพิจารณาว่า
อนาคตภาษีทรัพย์สินจะออกมาในรูปแบบใดนั้น จำเป็นที่จะต้องทราบเสียก่อนว่า
กระแสอะไรที่ผลักดันให้เกิดภาษีชนิดใหม่นี้ขึ้นมา ซึ่งกระแสที่ว่านั้นก็คือ กระแสของระบบการแข่งขันที่สมบูรณ์
(Perfect Competition) ซึ่งมีหลักการอยู่ว่า โลกจะต้องเปิดให้เป็นรั้วเดียวกัน
ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเป็นพรมแดน ไม่มีภาษีที่จัดเก็บซ้ำซ้อนในลักษณะของการ
เคลื่อนย้ายทรัพยากร ทั้งนี้เพื่อให้ต้นทุนในการผลิตลดต่ำลง
ซึ่งเมื่อกระแสของระบบการแข่งขันที่สมบูรณ์ได้รับความนิยมจากนานาประเทศ
จึงก่อให้เกิดหลักการในการเสียภาษีที่เรียกว่า การเก็บภาษีตามผลประโยชน์หรือผลตอบแทน
(User Charge) คือ ใครใช้ประโยชน์หรือได้รับประโยชน์จากการที่รัฐเข้าไปทำสาธารณูปโภคหรือสาธารณูปการเท่าใด
ก็จะต้องเสียภาษีในการใช้งานตามที่กำหนดไว้นั้น
ประเด็นนี้จึงโยงเข้ามาสู่เรื่องที่จะได้ทำการเสวนาในวันนี้
คือ เดิมภาษีที่ใช้ในประเทศไทยยังใช้หลักการเก่าๆ ที่ไม่สอดคล้องกับหลักภาษีในปัจจุบัน
ซึ่งทฤษฎีภาษีในปัจจุบันจะเน้นไปที่ความเป็นเสรีนิยมค่อนข้างสูง หลักการเก็บภาษีแบบ
User Charge ได้มีการนำมากล่าวถึงกันมาก ตัวอย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายในปัจจุบันก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักการของ
User Charge เช่นเดียวกัน
ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่จะต้องมาพิจารณา
คือ ถ้าเปรียบเทียบถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นใหม่กับสิ่งที่จะเป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น
จะพบ
ข้อเท็จจริงว่า ประเทศไทยกำลังจะรับแนวความคิดของโลกใหม่ๆ เข้ามา แนวความคิดที่บอกว่า
จะต้องเก็บภาษีจากทุกๆ คน
แทนที่จะเก็บภาษีจากคนที่มีอำนาจจ่ายจริงๆ
สำหรับภาษีทรัพย์สินใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้
มีบางประเด็นที่น่าสนใจ คือ ควรจะมีข้อยกเว้นสำหรับการถือครองที่ไม่สมควรจะต้องเสียภาษี
ได้แก่ โรงเรือนที่มีมูลค่าไม่ถึง 1 ล้านบาท หรือกลุ่มคนรายได้น้อยมาก สมควรที่จะได้รับการยกเว้นบ้างในบางช่วงเวลาหรือเป็นการถาวร
เพราะต่อไปการเก็บภาษีจะเข้าสู่ระบบ User Charge ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าบำบัดน้ำเสีย
ค่าขยะ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งกลุ่มคนรายได้น้อยมากนี้ อาจจะไม่มีความสามารถในการจ่ายภาษีก็ได้
ดังนั้นจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจเหมือนกันที่
ผู้เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาตั้งแต่ในช่วงเริ่มแรก ทั้งนี้เนื่องมาจากการกระจายรายได้ของประเทศไทยยังค่อนข้างห่าง
จากผลการสำรวจในช่วงหลัง พบว่า คนรวยจะยิ่งรวยขึ้น ในขณะที่คนจนจะยิ่งจนลง
ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องมีมาตรการเข้ามาช่วยในเรื่องดังกล่าวนี้ด้วย
และในอนาคตอันใกล้นี้
ท้องถิ่นจะเป็นผู้กำหนดค่าธรรมเนียมเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสาธารณูปโภคประเภทใด
ประชาชนจะไม่ได้รับการบริการโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจากภาครัฐอีกต่อไปแล้ว นั่นคือเสมือนกับว่าภาครัฐจะเป็นผู้ผลิตสินค้าหรือผลิตการบริการสาธารณะ
แล้วขายให้แก่ประชาชน รูปแบบการดำเนินงานของภาครัฐจะเปลี่ยนแปลงไป คล้ายกับการบริการในรูปแบบของภาคเอกชนมากขึ้น
สุดท้ายขอกล่าวว่า
ข้อดีของระบบภาษีทรัพย์สินใหม่ที่มีอยู่และเป็นที่ทราบกันดีก็คือ การเสริมสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น
แต่
ทั้งนี้ข้อบกพร่องก็ย่อมมีอยู่ในตัวเองเช่นเดียวกัน ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีมาตรการในการแก้ไขเพื่อเตรียมการรองรับให้ดีอย่างเพียงพอ
ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต
คุณนพดล แก้วสุพัฒน์
รักษาการนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย
ก่อนอื่นจะขอกล่าวถึง
งบประมาณของท้องถิ่นในแต่ละแห่ง เช่น อบต. อบจ. เทศบาล ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
ปัจจุบันจะจัดสรรให้ตามจำนวนประชากรในพื้นที่ที่รับผิดชอบไม่เท่ากัน เช่น
ถ้าเปรียบเทียบระหว่าง อบต. กับเทศบาล เทศบาลจะได้รับ
งบประมาณ 500 บาท/คน ในขณะที่ อบต. จะได้รับงบประมาณไม่เกิน 200 บาท/คน
แต่ถ้ามีการนำมาตรการเดียวกันในการ
จัดเก็บภาษีทรัพย์สินใหม่นี้เข้ามาใช้ จะส่งผลให้ท้องถิ่นแต่ละแห่งมีการบริหารงานที่ชัดเจนขึ้น
มีการวางแผนที่จะพัฒนาพื้นที่ใน
แต่ละท้องถิ่นได้เอง เนื่องจากในแต่ละท้องถิ่นจะทราบเป็นอย่างดีว่า พื้นที่ทั้งหมดของท้องถิ่นมีราคาประเมินทรัพย์สินเท่าใด
แล้วจึงสามารถนำมากำหนดเป็นอัตราภาษีที่จะนำมาซึ่งรายได้ที่จะเข้าสู่ท้องถิ่น
ส่งผลให้ผู้บริหารท้องถิ่นมีแนวทางในการดำเนินงานอย่างชัดเจน
ในส่วนของ อบต. ภาษีที่จัดเก็บในปัจจุบัน
ได้แก่ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งจัดเก็บได้ที่ประมาณ
1,500 ล้านบาท แต่ถ้ามีการนำระบบภาษีทรัพย์สินใหม่เข้ามาใช้ โดยจัดเก็บในอัตราร้อยละ
0.1 ของมูลค่าทรัพย์สิน จะทำให้มี
รายได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 38,000 ล้านบาท ถ้าจัดเก็บในอัตราร้อยละ 0.05 ของมูลค่าทรัพย์สิน
ก็จะทำให้มีรายได้เป็น
19,000 ล้านบาท และถ้าจัดเก็บในอัตราต่ำสุดร้อยละ 0.025 ของมูลค่าทรัพย์สิน
ก็จะทำให้มีรายได้เป็น 9,500 ล้านบาท ซึ่งก็ยังมากกว่ารายได้ที่จัดเก็บจากภาษีที่ใช้ในปัจจุบันอยู่ดี
แต่การที่ประชาชนในพื้นที่ชนบท
จะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นจากเดิม 1,500 ล้านบาท ขึ้นมาอย่างต่ำสุดที่ประมาณ
9,500 ล้านบาท นั้น อปท. จะต้องตอบคำถามแก่ประชาชนให้ได้ก่อนว่า เมื่อเก็บภาษีไปแล้วจะนำไปใช้ประโยชน์ในด้านใดแก่
ผู้เสียภาษีบ้าง รวมถึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาขบวนการในการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพ
เพื่อให้ประชาชนมีความพึงพอใจอย่างสูงสุด
ซึ่งข้อดีของการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินนั้น
อย่างที่หลายท่านทราบดีอยู่แล้ว คือ เป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่ท้องถิ่น ทั้งนี้เพื่อให้สามารถพัฒนาท้องถิ่นได้ตรงตามความต้องการของท้องถิ่นเอง
โดยท้ายที่สุด คุณนพดล แก้วสุพัฒน์ ก็ยังยืนยันถึงการชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจถึงความจำเป็นในการเสียภาษีทรัพย์สินใหม่นี้ขึ้นมา
ถือเป็นภาระกิจที่สำคัญมากที่หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องดำเนินการ
คุณแคล้ว ทองสม
ผู้อำนวยการส่วนมาตรฐานการประเมินราคา กรมธนารักษ์
สำหรับภาษีทรัพย์สินที่จะเกิดขึ้นมาใหม่นี้
มีบางประเด็นที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากอาจจะสร้างความหนักใจในการปฏิบัติงาน
ให้แก่เจ้าหน้าที่ของ อปท. พอสมควร โดยจะขอย้อนกลับไปที่สำนักการประเมินราคาทรัพย์สิน
ซึ่งเริ่มแรกจัดตั้งมาเพื่อให้จัดทำทะเบียนและแผนที่ภาษี เพื่อใช้เป็นฐานในการจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน
แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่าแยกย้ายกันทำงาน แต่ละท้องถิ่นจะต้องจัดทำแผนที่ภาษีกันเอง
กระทรวงการคลังเป็นผู้ร่าง พรบ.ทรัพย์สินเอง ส่วนสำนักการประเมินราคาทรัพย์สินก็มีหน้าที่ประเมินราคาเพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม
แต่ในขณะนี้นโยบายจะให้สามารถนำราคาประเมินเพื่อจดทะเบียนสิทธิและ
นิติกรรมมาใช้เป็นฐานของภาษีทรัพย์สินได้
ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมาพิจารณาในส่วนของราคาประเมินเพื่อจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมกันเสียก่อน
พบว่ามีด้วยกัน
2 ระบบ คือ ระบบประเมินรายบล๊อค และระบบประเมินรายแปลง โดยปัจจุบันประเทศไทยมีที่ดินทั้งหมด
28 ล้านแปลง ที่ดินรายบล๊อคมีทั้งหมด 25.6 ล้านแปลง ได้มีการจัดทำราคาประเมินรายแปลงไปแล้วทั้งสิ้น
2.4 ล้านแปลง
และถ้ากฎหมายภาษีทรัพย์สินฉบับนี้ออกมาบังคับใช้
โดยกำหนดว่าท้องถิ่นจะต้องทำการคำนวณฐานภาษีให้เสร็จสิ้นก่อน
วันที่ 1 มกราคม 2547 ซึ่งเมื่อมาพิจารณาจากข้อเท็จจริงจะพบว่า การประเมินราคาที่ดินจะใช้เวลาเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า
20 นาที/แปลง ส่วนการประเมินราคาสิ่งปลูกสร้างจะใช้เวลาเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า
1 วัน/แปลง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับแต่ละท้องถิ่นที่จะต้องประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่มากมายให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนด
อีกมุมมองหนึ่งของการบังคับใช้กฎหมายภาษีทรัพย์สินฉบับใหม่นี้ก็คือ
อาจจะเป็นการยับยั้งการเจริญเติบโตของสังคม หรือการพัฒนาที่ดินของผู้ประกอบการ เนื่องจากหากมีการปลูกสร้างบนที่ดินเมื่อใดก็จะต้องทำการเสียภาษีเมื่อนั้น
ซึ่งรัฐบาลของ
ต่างประเทศจะมีการคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้มาก โดยจะนำเฉพาะฐานภาษีที่ดินมาใช้ก่อน
เพื่อให้เกิดการปลูกสร้างบนที่ดินเพื่อความเจริญเติบโตของสังคมเสียก่อน
หลังจากนั้นจึงนำฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาใช้
สำหรับการคัดค้านและการอุทธรณ์การประเมินภาษีนั้น
กำหนดให้ผู้เสียภาษีที่เห็นว่าการประเมินภาษีไม่ถูกต้อง มีสิทธิคัดค้านและขอให้ผู้บริหารทบทวนการประเมินภาษีใหม่ได้
เช่น การวัดพื้นที่ผิดพลาด เป็นต้น แต่ทั้งนี้ผู้เสียภาษีไม่สามารถที่จะทำการ
คัดค้านและอุทธรณ์ในเรื่องของราคาประเมินและฐานภาษีได้
ในส่วนของกรมธนารักษ์ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น
ได้มีการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ไว้ว่า ที่ดินทั่วประเทศที่มีทั้งหมด 28 ล้านแปลงนั้น
กรมธนารักษ์จะประเมินราคาให้เสร็จสิ้นภายใน 10 ปี แต่ที่ผ่านมา 15 ปี
กรมธนารักษ์ทำการประเมินได้เพียง 2.4 ล้านแปลง ดังนั้นการที่จะให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น
กรมธนารักษ์จะต้องรับพนักงานเพิ่มขึ้นมาอีก 873 คน (ยังไม่ทราบว่าจะเพียงพอหรือไม่
ผู้เรียบเรียง) โดยจะไปทำการตั้งฝ่ายประเมินราคาในพื้นที่จังหวัดต่างๆ
แล้วทำการประเมินราคาที่ดินรายแปลงให้เสร็จสิ้น และถ้าสมมติว่ามี พรบ.ประเมินมูลค่าทรัพย์สินออกมา
ก็จะทำการประเมินสิ่งปลูกสร้างไปด้วย ซึ่ง อปท. ก็จะสามารถนำราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปใช้ได้เลย
ไม่จำเป็นต้องไปประเมิน
เพิ่มเติมอีก แต่กว่าจะถึงขั้นตอนที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์นั้นอาจจะใช้เวลากว่า
20 ปี ก็ได้ และถ้าหากรัฐบาลไม่ให้กรมธนารักษ์รับพนักงานเข้ามาเพิ่มตามที่ได้กำหนดไว้นั้น
กรมธนารักษ์ก็จะสามารถประเมินได้เพียงปีละ 400,000 ล้านแปลง ซึ่งกว่าจะครบ
ทั้งหมด 28 ล้านแปลง ก็จะใช้เวลาถึง 70 ปี ทีเดียว
ท้ายที่สุดจะขอกล่าวในเรื่องที่ภาษีทรัพย์สินใหม่ที่กำหนดให้
อปท. ต้องแจ้งราคาประเมินก่อนวันที่ 1 มกราคม 2547 นั้น
อาจจะทำให้เกิดปัญหาได้ เนื่องจากราคาประเมินรอบใหม่ของกรมธนารักษ์จะเสร็จสิ้นในเดือนธันวาคม
2546 เพื่อบังคับใช้ใน พ.ศ.2547-2550 ดังนั้นควรจะเลื่อนการใช้ฐานภาษีทรัพย์สินใหม่เป็นตั้งแต่
พ.ศ.2548-2551 ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับราคาประเมินของกรมธนารักษ์ที่ได้จัดทำขึ้นมาด้วย |