| เมื่อเร็ว ๆ นี้ผมในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย (thaiappraisal.org) ได้จัด "วิวาทะ" พิเศษเรื่อง "(ร่าง) ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร" ซึ่งก็มีผู้สนใจเข้าร่วมนับร้อยท่าน สาระสำคัญในทางวิชาการก็คือการตรวจสอบความเป็นไปได้และความเหมาะสมในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติของแนวคิดเรื่องผังเมือง
รูปแบบการ "วิวาทะ" เพื่อสังคม
เราพยายามทำ "วิวาทะ" นี้ให้เป็นในรูปแบบของการแสวงหาความจริง โดยเชิญ รศ.มานพ พงศทัต ที่ปรึกษาการวางผังเมืองครั้งนี้มานำเสนอ เชิญ ผศ.อัศวิน พิชญโยธิน สถาปนิกผู้ออกแบบชื่อก้องมาวิพากษ์ เชิญ ศ.คัมมัยเยอร์ จากเยอรมนี มาเสนอมุมมองจากต่างประเทศ และเชิญ คุณวสันต์ คงจันทร์ ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินคนสำคัญ มาให้ความเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงราคาที่ดินจากผังเมืองรวม และทุกท่านนี้ก็เป็นกรรมการของโรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย (trebs.ac.th)
ในวันนั้นผมได้เชิญนักผังเมืองจากกรุงเทพมหานครถึง 10 ท่านไปเข้ารับฟังความเห็นจากภาคเอกชนและภาคประชาชนด้วย เพื่อให้การวิวาทะทางวิชาการนี้มีผลในภาคปฏิบัติ และไม่ใช่การ "บ่นลับหลัง"
ประเด็นเรื่องผังเมืองที่มีผู้สนใจมากขึ้นนี้ ถือเป็นการแสดงความตื่นตัวเรื่อง "สิทธิ" และ "หน้าที่" ของประชาชนในฐานะพลเมืองของประเทศมากขึ้น ไม่ใช่สักแต่ว่าทางราชการจะวางผังเมืองโดยหลักวิชาการซึ่งอาจมีบางส่วนที่อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
ผมก็เชื่อว่าทางราชการก็พยายามวางผังเมืองให้ดีที่สุด ที่ผมมั่นใจในเจตนาเช่นนั้น ก็เพราะผู้ที่วางกรอบแนวคิดการทำผังเมืองนี้ คือดอกเตอร์ด้านผังเมือง (เป็นนักวิชาการขนานแท้ที่ไม่ชอบ "ออกงาน") ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่ผมรู้จักดี ท่านบอกว่า ผังเมืองนั้นวางเพื่อทำประเทศชาติ ทำเผื่ออนาคต คำนึงถึงทั้งภัยธรรมชาติและภัยพิบัติอื่น ๆ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของนายทุนเอกชนคนใดโดยเฉพาะ
การวาง "อำนาจบาตรใหญ่"
แต่ก็ยังมีความจริงในอีกแง่มุมหนึ่ง ก็คือ การวางผัง "ตามอำเภอใจ" หรือใช้ "อำนาจบาตรใหญ่" ในฐานะ "เจ้าหน้าที่" ได้มีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนกลายเป็น "ฝุ่นเมือง" เป็นวัตถุที่ถูกกระทำถ่ายเดียว
ตัวอย่างมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผมยกมานี้ แสดงการวาง "อำนาจบาตรใหญ่" อย่างชัดเจน คือ เพียง "เพื่อเสริมสร้างความสวยงามแก่ถนนอุทยานและพุทธมณฑล" ถึงกับกำหนดให้การสร้างบ้านของประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงต้อง "เป็นหลังคาทรงจั่ว ทรงปั้นหยา หรือทรงสถาปัตยกรรมไทย สีหลังคาให้ใช้สีในกลุ่มสีส้มอิฐ หรือส้มกระเบื้องดินเผา สีแดงอิฐหรือสีน้ำตาล" เท่านั้น!! (โปรดดู มติ ครม. ที่ล้อมกรอบ)
ผมถามอาจารย์มานพเหมือนกัน ท่านก็ว่า ในเมืองนอกการทำเช่นนั้น จะต้องมีสิ่งสมนาคุณ (incentive) แก่เจ้าของที่ดิน เช่น ลดภาษี ผมเองก็ว่า จริง ๆ แล้วควรมีเงินชดเชยให้ เพื่อให้ผู้ "เสียหาย" ได้ยินยอม "บูชายัญ" ตัวเอง เพื่อชาติ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ปัจเจกบุคคลคนอื่น ๆ ที่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นชาติ
การสักแต่ถือเอาตาม "อำเภอใจ" โดย "อำนาจบาตรใหญ่" ตามความเคยชินที่เคยออกผังเมือง หรือข้อกำหนดเช่นนี้ ถือเป็นลักษณะ "ศักดินา" ไม่ใช่ในฐานะข้าราชการที่พึง "รับใช้ประชาชน"
ยังมีกรณีที่คล้ายคลึงอื่น ๆ อีกเช่น การกำหนดห้ามก่อสร้างระยะ 15 เมตร ริมถนนสายต่าง ๆ หลายสาย การจำกัดความสูง การจำกัดพื้นที่ก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งถือได้ว่า เป็นการรอนสิทธิที่มีอยู่ของชาวบ้านผู้มีที่ดินในบริเวณดังกล่าว
ดังนั้นจึงถึงเวลาที่ควรมีการสะสาง และประชาชนเจ้าของทรัพย์สินควรรู้จัก "สิทธิ" และ "หน้าที่" ของตนเองตามผังเมืองมากขึ้น
ควรมีการชดเชย
ผมเองไม่ได้คัดค้านการวางผังเมือง แต่กรณีที่แต่เดิมชาวบ้านมี "สิทธิ" ถ้าไป "รอนสิทธิ" ก็ควรจะมีการชดเชยหรือมีการสมนาคุณกันตามควร การถือเอาตาม "อำเภอใจ" จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรดำเนินการในสังคมอารยะ
และนี่จึงเป็นทางออกของผังเมืองไทยที่กำลัง "ฟัง" เสียงประชาชนอยู่ โดยควรถือหลักเอาว่า ถ้าในพื้นที่ใดที่ชาวบ้านมีสิทธิอยู่เพียงใดตามกติกาปัจจุบัน ให้ถือตามนั้น และถ้าตามผังเมืองใหม่ "รอนสิทธิ" ลงและกระทบต่อการปลูกสร้างเพื่อประโยชน์ของเจ้าของที่ดิน รัฐบาลต้องชดเชยให้ จะเพิกเฉยไม่ได้
การชดเชยไม่ใช่ต้องจ่ายเป็นเงิน อาจเป็นการลดหย่อนภาษีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษีการค้า การค้า ภาษีรายได้ หรือให้สิทธิพิเศษในการลงทุนบางประการ เป็นต้น
ความตื่นตัวของประชาชน
ผมเชื่อว่า ถ้าประชาชนได้รับความรู้ด้านผังเมืองมากขึ้น นอกจากจะ "ทวง" สิทธิของตนเองแล้ว ยังจะรู้ "หน้าที่" อันควรของตนเองด้วย และเมื่อนั้น ความผาสุกจากการรู้จักแบ่งปันทรัพยากรต่าง ๆ ซึ่งมักมีจำกัดในเมือง ก็จะมีการแบ่งปันยิ่งขึ้น ความผาสุกก็จะเกิดขึ้น
|