ทุกวันนี้ CSR หรือความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม <2> ถือเป็นประเด็น ของเล่นใหม่ ที่กำลังมาแรง และแทนที่ผู้เกี่ยวข้องบางส่วนจะมุ่งเน้นที่ความรับผิดชอบต่อสังคมตามคำนิยาม กลับพยายามทำให้เป็นการอาสาทำดีแบบจับแพะชนแกะ นอกเรื่องอย่างมากจนบดบังบทบาทความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคมไปเสีย บทความนี้ผมได้รวบรวมประเด็นการเคลื่อนไหวเรื่อง CSR มาแจกแจงให้เห็นกันชัด ๆ ว่าอะไรคือเปลือก และอะไรคือแก่น แล้วเราจะเอาแต่เปลือกหรือแก่น
ประเด็นแก่นแท้
แก่นแท้ของ CSR ประกอบด้วยประเด็นสำคัญ ได้แก่ เรื่องการลงทุนที่มีความรับผิดชอบ (ไม่ใช่การตีหัวเข้าบ้าน) เรื่องผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholders) กับธุรกิจ ซึ่งได้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกจ้าง (ผู้ใช้แรงงาน) คู่ค้า ลูกค้า ชุมชน และสังคมที่ได้รับผลกระทบ และเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวงกับธุรกิจ จะสังเกตได้ว่าประเด็นเหล่านี้มีการพูดถึงกันบ้าง แต่ไม่มากนัก จนดูคล้ายไม่ใช่ประเด็นหลัก โดยเฉพาะประเด็นการฉ้อราษฎร์บังหลวงกลับแทบไม่มีการกล่าวถึง ทั้งที่มีผลกระทบต่อธุรกิจ เป็นการเพิ่มต้นทุน ทำให้ผู้บริโภคต้องซื้อสินค้าแพงขึ้น
ยิ่งกว่านั้นในที่ประชุม CSR ทั้งระดับท้องถิ่นหรือระดับโลก มักจะมีการชูประเด็นเชิงรูปแบบ ได้แก่ การจัดทำรายงานเกี่ยวกับ CSR มาตรฐานที่ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย (soft laws) จรรยาบรรณและธรรมาภิบาล และการส่งเสริมให้คู่ค้าของเราเข้าร่วม CSR เป็นต้น ประเด็นเหล่านี้แม้เกี่ยวข้องกับ CSR แต่ก็เป็นในเชิงรูปแบบ ไม่ได้เน้นที่เนื้อหาเรื่องการประกอบธุรกิจที่มีความรับผิดชอบโดยตรง
จะเห็นได้ว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ CSR ก็มีเพียงข้างต้น และต่อไปนี้จะเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ธุระโดยตรงของ CSR เป็นเพียงกระพี้ แต่ผู้เกี่ยวข้องมักชอบรณรงค์ เช่นประเด็นชุมชน ปัญหาสังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
เลี่ยงไปทำดีกับชุมชน CSR นั้นเกี่ยวข้องกับชุมชนในประเด็นที่ธุรกิจต้องไม่ละเมิดต่อชุมชน ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน แต่ประเด็นที่รณรงค์กันกลับเป็นเรื่องการลงทุนในชุมชน (community investment) วิสาหกิจชุมชนกับวิธีการพัฒนา วิสาหกิจเพื่อสังคม (social enterprise) กองทุนขนาดเล็ก (microfinance) กับการขจัดความยากจน รวมทั้งประเด็น เก๋ไก๋ คือการพัฒนาความสามารถ (capacity building) แทนการบริจาค และการพัฒนาที่ยั่งยืน (sustainable development) เป็นต้น
การช่วยเหลือชุมชนหรือขจัดความยากจนไม่ใช่หน้าที่ของภาคธุรกิจ แต่ถ้าจะบำเพ็ญตนทำดีก็เป็นสิ่งที่พึงอนุโมทนา แต่สังคมก็ควรรู้ทันว่าไม่ควรให้การเคลื่อนไหวในประเด็นเหล่านี้มากลบ (เกลื่อน) หน้าที่ของธุรกิจที่มีความรับผิดชอบในการไม่เบียดเบียนหรือละเมิดชุมชน หรืออีกนัยหนี่ง เราไม่ควรให้เกิดภาวะทำดีเพื่อปกปิดความชั่ว <3> จะสังเกตได้ว่ากิจการขนาดใหญ่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม มักชอบนักที่จะรณรงค์ในประเด็นการทำดีเพื่อชุมชนแบบน่ารักน่าชังเหล่านี้
ยำยำ ปัญหาสังคม
นอกจากนี้การรณรงค์ CSR ยังขยายขอบเขตออกไปสู่การทำดีต่อสังคมโดยรวม ซึ่งยิ่งมีแง่มุมที่หลากหลายเหลือเกิน เช่น เรื่องภาคเอกชนกับ MDGs (Millenium Development Goals) หรือเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษขององค์การสหประชาชาติ <4> เรื่องการค้ามนุษย์ เรื่องความเป็นชายเป็นหญิง (gender) <5> เรื่องโรคเอดส์ เรื่องแรงงานหญิง และเรื่องการพัฒนาศักยภาพแรงงาน เป็นต้น อาจเรียกได้ว่า CSR ขยายขอบเขตกว้างขวางกว่าการช่วยเหลือสังคมของ ปอเต็กตึ๊ง และ ร่วมกตัญญู เสียอีก
แม้ทุกฝ่ายในสังคมรวมทั้งภาคธุรกิจควรจะช่วยเหลือสังคม แต่การแก้ปัญหาสังคมเหล่านี้ ก็ไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของธุรกิจ การทำดีนั้น เราย่อมได้รับผลดีกลับคืน อย่างน้อยก็เป็นการสบายใจที่ได้ทำดี ได้หน้า แต่บางทีการทำดี (นอกเรื่อง) เช่นนี้ สาธารณชนพึงตรวจสอบดูว่าเป็นการกระทำเพื่อเลี่ยงการทำให้ถูกต้องตามความรับผิดชอบซึ่งเป็นประเด็นแก่นแท้ของ CSR ข้างต้นหรือไม่
ชอบนักเรื่องสิ่งแวดล้อม
ประเด็นการรณรงค์ CSR ที่ขาดเสียมิได้ก็คือเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีการคุยกัน (อย่างเมามัน) เช่นในเรื่อง การบรรเทาความยากจนกับความคิดริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อม เรื่องห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) กับสิ่งแวดล้อม เรื่องทรัพยากรทางทะเลกับการจัดการ เรื่องธุรกิจกับความหลากหลายทางชีวภาพ (bio-diversity) <6> เรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศกับภาคธุรกิจ เรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (carbon footprint) <7> และเรื่องเอ็นจีโอคาดหวังอะไรต่อภาคธุรกิจ เป็นต้น
ใครจะทำดีเพื่อสิ่งแวดล้อมก็ทำไป แต่อย่าได้ละเลยประเด็นแก่นแท้ของ CSR ที่หมายถึงการทำธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ ไม่ละเมิดผู้อื่น ที่สำคัญ ประเด็นที่พึงพิจารณาก็คือ ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมมักเกิดจากภาคอุตสาหกรรมโดยรัฐไม่นำพาต่อการควบคุมตามกฎหมายเป็นหลัก ไม่ใช่เกิดจากภาคธุรกิจอื่นหรือประชาชนแต่อย่างใด ดังนั้นการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมแก่สาธารณชนจึงอาจไม่ได้ผล ผู้รณรงค์เองก็อาจไม่ได้คาดหวังผลอะไรนัก อาจคาดหวังเพียงขอให้ได้ทำ ขอให้ได้หน้า ก็พอ
ใช้คำศัพท์หรูมาวางเขื่อง
จะสังเกตได้ว่าการรณรงค์เรื่อง CSR นี้มักมีคำศัพท์ใหญ่ ๆ ใหม่ ๆ มา เขียนเสือให้วัวกลัว ตามที่อ้างไว้ข้างต้น เช่น MDGs ความเป็นหญิงเป็นชาย (Gender) ความหลากหลายทางชีวภาพ (Bio-diversity) หรือรอยเท้าคาร์บอน (Carbon footprint) เป็นต้น
นี่เป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งในการใช้คำย่อ คำฝรั่ง หรือคำที่ต้องแปลไทยเป็นไทย นัยเพื่อความเขื่อง ความเท่ หรือความขลัง แต่ทั้งหลายนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องการการรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคมแต่อย่างใด แต่อาจเป็นเรื่องที่ธุรกิจหรือผู้บริหารบางรายในธุรกิจขนาดใหญ่อาจมีความเสน่หาหรือสนใจเป็นพิเศษในประเด็นเหล่านี้จึงเคลื่อนไหวออกมา
ผมขอสรุปย้ำว่า การรณรงค์เรื่อง CSR เป็นสิ่งที่ดี แต่ประเด็นส่วนมากกลายเป็นการเบี่ยงไปจากสิ่งที่ต้องทำเพื่อแสดงความรับผิดชอบไปสู่การอาสาทำดีแบบลูบหน้าปะจมูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำดีเพื่อปกปิดความชั่ว ทำดีให้จริงจังดีกว่าครับ ยังไงเสียความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย อย่าลืมว่า ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิดไม่มิด หรอกครับ |